วันศุกร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2557

กรีนพีซคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินจังหวัดกระบี่
      

      แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับแก้ไขล่าสุด (PDP 2010 Revision 3) มีแผนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจำนวน 4,400 เมกะวัตต์ และหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายคือจังหวัดกระบี่ โดยมีความก้าวหน้าในระดับการทำการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และการสร้างการยอมรับให้กับประชาชนในพื้นที่ ที่ผ่านมานั้นจังหวัดกระบี่เคยเป็นพื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ขนาดกำลังผลิตรวม 60 เมกะวัตต์และถูกปลดออกจากระบบเมื่อกันยายน 2538 หลังจากมีการใช้งานมา 31 ปี ในปีถัดมาโรงไฟฟ้าเดิมแห่งนี้ถูกเปลี่ยนเป็นโรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเตาขนาด 340 เมกะวัตต์ และหากพิจารณาตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าล่าสุด พื้นที่แห่งนี้กำลังจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 800 เมกะวัตต์โดยจะใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง ในขณะที่ปัญหาผลกระทบจากโครงการโรงไฟฟ้าที่เดิมมีอยู่นั้นก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข ประชาชนในพื้นที่อำเภอเหนือคลองเจ้าของพื้นที่หลักที่คลุกอยู่กับปัญหาโรงไฟฟ้ามากว่า 30 ปีได้มีการเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีโรงไฟฟ้าปล่อยควันและน้ำฝนมีกลิ่นเหม็นเมื่อฝนตก
     เหตุผลหลักของการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่จังหวัดกระบี่ตามรายงานของกระทรวงพลังงาน คือเพื่อรองรับกับสภาพในปัจจุบันของจังหวัดกระบี่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเป็นจำนวนมากทำให้ความต้องการด้านพลังงานเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมาจังหวัดกระบี่ใช้ไฟฟ้าอยู่ในลำดับที่7 จากทั้ง 14 จังหวัดของภาคใต้ โดยความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ที่ประมาณ 107 เมกะวัตต์ต่อปี โครงการการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินจะส่งผลกระทบต่อจังหวัดกระบี่ตั้งแต่การขนส่งถ่านหิน ท่าเรือถ่านหิน การเผาไหม้ถ่านหินและการกำจัดเถ้าถ่านหิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ตำบลคลองขนาน ตำบลปกาสัย ตำบลตลิ่งชันและตำบลเกาะศรีบอยา หากพิจารณาจากข้อมูลงานวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติและมหาวิทยาลัยทักษิณ พบว่าเมื่อปีพ.ศ.2552 จังหวัดกระบี่มีการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากถึงร้อยละ90 ของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ภายในจังหวัดกระบี่ทั้งหมด อีกทั้งจังหวัดกระบี่มีศักยภาพพลังงานหมุนเวียนที่จะนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้มากถึง2,177 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงในปีดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานไฟฟ้าจากชีวมวล แสงอาทิตย์และลมซึ่งมีศักยภาพมากถึงเกือบ 4 เท่าของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในจังหวัดกระบี่
     นอกจากการขาดการนำเสนอศักยภาพพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ให้ประชาชนทราบแล้ว ประเด็นการจัดทำการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ภายใต้การดำเนินการของกระทรวงพลังงานและสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ เพื่อศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะต้องมิใช่การนำมาใช้ประเมินผลกระทบในระดับโครงการอย่างที่กำลังดำเนินการอยู่ แต่กระบวนการนี้จะต้องมีการจัดทำในระดับการวางแผนนโยบายพลังงานของประเทศเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ในด้านความมั่นคงพลังงานต้องมองครอบคลุมถึงศักยภาพด้านพลังงานอื่นในพื้นที่ การก่อให้เกิดรายได้และการจ้างงานจากพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาเศรษฐกิจ ความอุดมสมบูรณ์และความหลากหลายของระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงทางสังคมที่จะต้องให้ความสำคัญกับชุมชนและวิถีชีวิตที่จะได้รับผลกระทบ อีกทั้งเมื่อพิจารณารายละเอียดของการประเมินผลกระทบดังกล่าว การจัดทำข้อมูลด้านศักยภาพพลังงานทดแทนกลับไม่ถูกนำมาใช้ในกระบวนการดังกล่าว อีกทั้งการนำกองทุนพัฒนาไฟฟ้าเพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาหรือฟื้นฟูท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าถ่านหินในระยะรัศมีเพียง 5 กิโลเมตรจากโรงไฟฟ้าซึ่งรัฐนำมาใช้ในการจ่ายเงินชดเชยกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งนี้จะทำให้ประชาชนอย่างน้อย 26,000 คนจากประมาณ 7,500 ครัวเรือนในสี่ตำบลได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างแน่นอน อีกทั้งการจ่ายเงินชดเชยดังกล่าวไม่มีทางที่จะครอบคลุมผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้างจากความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่จะถูกทำลายและมลพิษที่จะเกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมถ่านหิน


ที่มา(การอ้างอิง)
  • http://www.greenpeace.org/seasia/th/campaigns/climate-and-energy/coal/true-cost-of-coal/coal-map/coal_krabi/
  • http://www.greennewstv.com/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%81/

วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2557

 สารพิษในฟุตบอลโลก

      ช่วงที่เกมของบอลโลกใกล้เปิดเกมข่าวไม่ดีเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมไม่ว่าการประท้วงของชาวบราซิลที่ไม่เห็นด้วยในการทุ่มงบประมาณมหาศาลในการเป็นเจ้าภาพ ขณะที่คนในประเทศยังยากจน และการแข่งขันบอลโลกในครั้งนี้หัวข้อเรื่องสิ่งแวดล้อมได้ถูกนำมาพิพาทการแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งที่ 20 ด้วย 
      โดยกลุ่ม กรีนพีช (Greenpeace) องค์กรรณรงค์ระดับโลกของประเทศเยอรมัน และนักวิทยาศาสตร์จากประเทศญี่ปุ่น ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจสำหรับนักกีฬา ฝ่ายจัดการแข่งขันร่วมถึงนักอนุรักษ์ธรรมชาติว่า ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการแข่งขันในฟุตบอลโลกครั้งนี้มีสารเคมีปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าสตั๊ด ถุงมือผู้รักษาประตู หรือที่เข้มข้นที่สุดคือ ลูกฟุตบอลที่ใช้ทำการแข่งขันครั้งนี้
     ก่อนหน้านี้จากการศึกษาของการศึกษาล่าสุดโดยกรีนพีซเยอรมนี พบว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับฟุตบอลที่ผลิตโดยบริษัทอาดิดาส  สำหรับขายในมหกรรมฟุตบอลโลก ฟีฟ่าเวิลด์คัพ 2557 ในบราซิล มีการปนเปื้อนสารเคมีเป็นพิษ กรีนพีซเยอรมนีได้ตรวจสอบหาสารเคมีหลายประเภทจากผลิตภัณฑ์ 33 รายการซึ่งรวมถึงรองเท้า ถุงมือผู้รักษาประตู และ “บราซูก้า” ลูกฟุตบอลที่ใช้อย่างเป็นทางการ โดยจากการตรวจสอบพบว่า รองเท้าฟุตบอลที่เป็นสัญลักษณ์ของ อาดิดาสรุ่น “พรีเดเตอร์” มีสารโพลีออรีเนท (PFC) ปนเปื้อนในระดับสูงมาก หรือมากกว่าข้อจำกัดต้องห้ามของบริษัทเองถึง 14 เท่า (รองเท้าฟุตบอลอาดิดาสรุ่น “พรีเดเตอร์” มีสารโพลีฟลูโอริเนท ปนเปื้อนในระดับเข้มข้นมากที่สุด มีสารก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง ที่มีชื่อว่า เพอร์ฟลูออโรออคตาโนอิค แอซิด Peflflrfflluorooctanoic Acid–PFOA อยู่ที่ 14.5 ไมโครกรัมต่อตารางเมตร หรือ 14 เท่าจากที่แบรนด์จำกัดให้มี PFOA ได้เพียง 1 ไมโครกรัมต่อตารางเมตร)โดยอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ขัดขวางการทำงานของระบบฮอร์โมนหรือเป็นพิษต่อระบบสืบพันธุ์
     และยังพบในรองเท้าฟุตบอล 17 คู่จาก 21 คู่และครึ่งหนึ่งของถุงมือผู้รักษาประตูที่สุ่มตัวอย่างทดสอบนั้น พบสารเคมีในกลุ่ม สารโพลีออรีเนท ที่เป็นอันตราย นอกจากนี้รองเท้าอาดิดาสรุ่น “พรีเดเตอร์” ยังพบว่ามีความเข้มข้นของ PFOA สูงที่สุดที่ 5.93 ไมโครกรัมต่อตารางเมตร  และถุงมือรุ่น “พรีเดเตอร์” ของอาดิดาสหนึ่งคู่พบความเข้มข้นของของสารเคมีในปริมาณที่มากกว่าข้อจำกัดของบริษัทเองด้วยซ้ำ ลูกฟุตบอลที่ใช้อย่างเป็นทางการ “บราซูก้า” ก็พบสารเคมีในกลุ่ม NPEs  (มีคุณสมบัติป้องกัน สิ่งสกปรกที่กระจายตัวอยู่ในน้ำกลับมาเกาะที่พื้นผิวอีกครั้ง) ซึ่งเมื่อปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมจะแตกตัวเป็นโนนิลฟีนอล ซึ่งเป็นพิษต่อปลาและสัตว์น้ำ สารเคมีกลุ่ม NPEs ยังพบในรองเท้าสองในสามและครึ่งหนึ่งของถุงเท้าจากการสุ่มตัวอย่างที่ชี้ชัดให้เห็นถึงการใช้สารเคมีอย่างแพร่หลาย
     ล่าสุดก่อนที่ฟุตบอลโลกที่บราซิลจะเปิดฉากเพียงหนึ่งวัน อาดิดาสได้ออกมารับผิดชอบและจะทำตามข้อเรียกร้องโครงการล้างสารพิษของกรีนพีซ โดยประกาศแผนกำจัดสารเคมีอันตรายในสินค้าและห่วงโซ่การผลิต แผนดังกล่าวรวมถึงการยุติการใช้สารเพอร์-หรือ โพลีฟูออรีเนท 
ที่มา(การอ้างอิง)
  • http://www.dailynews.co.th/Content/Article/244985/%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81
  • http://sport.mthai.com/worldcup/colorful/1169.html


วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ข้อแตกต่างระหว่างลาวากับแมกมา




ข้อแตกต่างระหว่างลาวากับแมกมา

แมกมา เป็นวัสดุหลอมเหลวอยู่ภายในโลกเกิดจากการหลอมละลายของส่วนประกอบต่างๆที่อยู่ในชั้นแมนเทิล (mantle) ซึ่งเป็นชั้นที่ 2 ของโลก อยู่ระหว่างเปลือกโลก (crust) กับแกนโลก (core) โดยทั่วไปแล้วแมกมาจะมีความร้อนสูงมากมีลักษณะเป็น ของเหลวข้นๆ ที่มี ส่วนประกอบภายในเป็นทั้งของแข็งและก๊าซ โดยส่วนที่เป็นของแข็งนั้น คือ ผลึกแร่ (mineral crystal) ที่มีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ธาตุที่พบใน แร่ซิลิกา (silicate Mineral) ก๊าซที่อยู่ในแมกมานั้น ประกอบไป ด้วย คาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ ก๊าซที่กักตัวอยู่ในแมกมานี้จะ ถูกล้อมรอบด้วยหินแมกมา มีสภาพเป็นของเหลวได้ เนื่องจาก ความร้อนมหาศาลทำให้อิออน (ions) ที่อยู่ภายในสามารถเคลื่อนตัวได้อย่างอิสระนั่นเอง

เมื่อภูเขาไฟปะทุหรือระเบิด แรงระเบิดจะพ่นเอาเศษหินออกมาและหลายครั้งก็จะพ่นลาวาออกมาอย่างมากมาย ลาวาเป็นส่วน ประกอบที่สำคัญของแมกมานั่นเอง เพียงแต่ส่วนประกอบที่ เป็นก๊าซที่อยู่ในแมกมานั้นได้หายไปกับอากาศหรือน้ำแล้ว

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

การคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เป็นสิ่งที่เราพึงกระทำ

การคัดแยกขยะก่อนทิ้ง เป็นสิ่งที่เราพึงกระทำ
 

                     ปัจจุบันนี้ขยะเป็นปัญหาสำคัญในระดับโลกที่หลายประเทศต่างๆประสบปัญหานี้เนื่องจากมีจำนวนขยะเพิ่มขึ้นทุกปี ทั้งขยะจาก การอุสหกรรม การเกษตร ครัวเรือน สารเคมีอันตราย ซึ่งล้วนแต่เป็นขยะที่ยากต่อการกำจัดนี้ หลายประเทศจึงมีการคิดวิธีที่จะแก้ไขปัญหาขยะ เพื่อลดปริมาณขยะที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทยเป็นอีกประเทศหนึ่งที่ประสบปัญหาขยะเนื่องจากคนไทยไม่มีวินัยในการลดการใช้ถุงพลาสติก โฟม ฯลฯ เป็นขยะที่ยากต่อการย่อยสลายและขาดความเข้าใจที่ถูกต้องในการทิ้งขยะที่ดีซึ่งปัจจุบันองค์กรต่างๆก็ล้วนตระหนักถึงปัญหาขยะและคิดหาวิธีการแก้ไขปัญหาขยะเห็นได้จากสิ่งต่างๆเช่นโทรทัศน์ วิทยุ อินเทอร์เน็ต
ที่ต่างนำประเด็นปัญหาขยะและวิธีแก้ไขมาเสนอรวมทั้งมีการรณรงค์ต่างๆเช่น การใช้ถุงผ้า การรีไซค์เคิลขยะ เป็นต้น รวมถึงการคัดแยกขยะซึ่งเป็นวิธีที่เราสามารถนำขยะบางชนิดกลับมาใช้ได้อีกครั้ง โดยผ่านกระบวนการต่างๆหรือการรีไซค์เคิล แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจและตระหนักปัญหานี้เท่าที่ควร
       หากประเทศไทยได้มีการรณรงค์การพัฒนาภาคอุตสาหกรรม การเกษตร เป็นการรับกับการที่มีครัวเรือนเพิ่มขึ้นและก็มีขยะเพิ่มขึ้นจำนวนมากขึ้นเช่นกัน ขยะส่วนใหญ่จะอยู่ในตัวเมืองหรือชุมชนทำให้สภาพแวดล้อมเป็นมลพิษ ทั้งในน้ำ ในอากาศ และในดิน ซึ่งเป็นผลเสียของผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณนั้นๆ
      ซึ่งเป็นที่ประสบปัญหานี้เช่นกัน กลุ่มของพวกเราจึงคิดที่จะนำวิธีการคิดแยกขยะมารณรงค์ให้คนในโลกโซเชี่ยลได้นำบทความนี้ไปเผยแพร่ ไปมีการแชร์ต่อๆกันด้วยความเร็วอันเป็นปกติวิสัยของชาวอินเทอร์เน็ตเกิดความตระหนักรู้จักการคัดแยกขยะโดยจัดทำสื่อการเรียนรู้จาก เว็บบลอคฯของเรา  เพื่อให้สมาชิกในโซเชี่ยลตระหนักถึงความสำคัญในการคัดแยกขยะ ประโยชน์ของและเป็นการแก้ปัญหามลพิษในระยะยาว




นิยามศัพท์เฉพาะ   
การรีไซเคิล คือการนำขยะที่ไม่ใช้แล้วมาใช้ใหม่โดยผ่านกระบวนการวิทยาศาสตร์
การคัดแยกขยะ คือการแบ่งแยกขยะออกเป็นกลุ่มๆ ตามลักษณะและชนิดของขยะแต่ละชนิดโดยทั่วไปแล้วการแยกขยะจะแบ่งออกเป็น 4 ประเภทคือ
1. ขยะเปียก
2. ขยะแห้ง
3. ขยะรีไซเคิล
4. ขยะอันตราย

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. ช่วยลดจำนวนขยะที่มีในท้องที่ต่างๆ
2. ช่วยให้สถาณที่นั้นๆมีความสะอาดยิ่งขึ้น
3.พลเมืองในที่ต่างๆนั้นๆมีวินัยและจิตสำนึกที่ง่ายต่อการปฏิบัติเพื่อส่วนรวม

ที่มา(การอ้างอิง)
http://www.greenpeace.org/seasia/th/
http://www.hcbi.org/upload/image/imgActivities/kaya.jpg