วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557


เทคโนโลยีการผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ

           "กระบวนการผลิตก๊าซเชื้อ เพลิงจากขยะ (MSW Gasification) เป็นกระบวนการทำให้ขยะเป็นก๊าซโดยการทำปฏิกิริยาสันดาปแบบไม่สมบูรณ์ (partial combustion) กล่าวคือสารอินทรีย์ในขยะจะทำปฏิกิริยากับอากาศหรือออกซิเจนปริมาณจำกัด ทำให้เกิดก๊าซซึ่งมีองค์ประกอบหลัก ได้แก่ คาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรเจนและมีเทน เรียกว่า producer gas ในกรณีที่ใช้อากาศเป็นก๊าซทำปฏิกิริยา ก๊าซเชื้อเพลิงที่ได้จะมีค่าความร้อนต่ำประมาณ 3 – 5 MJ/Nm3 แต่ถ้าใช้ออกซิเจนเป็นก๊าซทำปฏิกิริยา ก๊าซเชื้อเพลิงที่ได้จะมีค่าความร้อนสูงกว่าคือ ประมาณ 15 – 20  MJ/Nm3
กระบวนการผลิตก๊าซเชื้อเพลิง
กระบวนการผลิตก๊าซเชื้อ เพลิงจากเชื้อเพลิงแข็งประกอบไปด้วยกระบวนการสลายตัว (decomposition) และกระบวนการกลั่นสลาย (devolatilization) ของโมเลกุลสารอินทรีย์ในขยะ ที่อุณหภูมิสูงประมาณ 1,200 – 1,400 ºC ในบรรยากาศที่ควบคุมปริมาณออกซิเจน เพื่อผลิตสารระเหยและถ่านชาร์   ในขั้นตอนของกระบวนการกลั่นสลายหรือที่เรียกว่าไพโรไลซิส (pyrolysis) ขยะจะสลายตัวด้วยความร้อนเกิดเป็นสารระเหยเช่น มีเทน และส่วนที่เหลือยังคงสภาพของแข็งอยู่เรียกว่า ถ่านชาร์ สารระเหยจะทำปฏิกิริยาสันดาปแบบไม่สมบูรณ์ต่อที่อุณหภูมิสูงหรือปฏิกิริยา ทุติยภูมิ (secondary reaction) ในขณะที่ถ่านชาร์จะถูกก๊าซซิฟายต่อโดยอากาศ ออกซิเจน หรือไอน้ำ ได้เป็นก๊าซเชื้อเพลิง

     ปฏิกิริยาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะ เป็นตัวกำหนดองค์ประกอบของก๊าซเชื้อเพลิง  ซึ่งปัจจัยหลักที่จะกำหนดการเกิดปฏิกิริยาดังกล่าวคืออุณหภูมิภายในเครื่อง ปฏิกรณ์  เช่น ถ้า residence time ในบริเวณ hot zone ของเครื่องปฏิกรณ์น้อยเกินไป หรืออุณหภูมิต่ำเกินไป จะทำให้โมเลกุลขนาดกลางไม่เกิดการสันดาปและจะหลุดออกไปเกิดการควบแน่นที่ บริเวณ reduction zone เป็นน้ำมันทาร์
รูปแบบการใช้งานก๊าซเชื้อเพลิง (เช่น ให้ความร้อนโดยตรง ผลิตไฟฟ้า หรือใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับพาหนะ) จะเป็นตัวกำหนดองค์ประกอบของก๊าซเชื้อเพลิง การกำจัดปริมาณของน้ำมันทาร์และฝุ่นละอองในก๊าซเชื้อเพลิง ปัจจัยที่กำหนดสัดส่วนองค์ประกอบของก๊าซเชื้อเพลิงคือ ชนิดของเครื่องปฏิกรณ์ สภาวะความดันและอุณหภูมิ และคุณลักษณะของขยะ คุณลักษณะของขยะจะเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมทางด้านเคมีความร้อนของ เครื่องปฏิกรณ์ในแง่ของประสิทธิภาพของระบบและคุณภาพของก๊าซเชื้อเพลิงที่ ได้  ก๊าซเชื้อเพลิงที่ได้สามารถนำไปใช้กับเครื่องยนต์สันดาปภายใน  การเผาในกังหันก๊าซ หรือหม้อไอน้ำ"

      ซึ่งกลุ่มของพวกผมได้ทำการลงพื้นที่โดยการรณรงค์ประกาศเสียงตามสายในโรงเรียนเบญจมราชูทิศราชบุรีโดยนำบทความข้างตนที่กล่าวมา สรุปและกล่าวเชิญชวนให้ช่วยกันรงรณค์รักษาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนได้รับความรู้และสามารถนำไปใช้กับทรัพยากรต่างๆให้เกิดประโยชน์มากขึ้น โดยได้มีการบันทึกรูปภาพและบทความที่พูดดังนี้ครับ
     นายกฤชพนธ์  ศรีอ่วม สมาชิกของกลุ่ม  รับหน้าที่ลงพื้นที่รณรงค์และประชาสัมพันธ์ในหัวข้อ"เทคโนโลยีการผลิตก๊าซเชื้อเพลิงจากขยะ"



บทความที่ใช้ประชาสัมพันธ์


       กลุ่มของพวกผมหวังว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้จะช่วยให้เยาวชนในโรงเรียนหันมาสนใจรักษาสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น และสร้างจิตสำนึกในการรักษาสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนตลอดจนในสังคม

 

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557


การปลูกป่า...

ขั้นตอนการปลูกป่า ที่ไม่มีใครจะคำนึงถึงนัก?

        โดยปกติทั่วไปมักจะคิดว่าการปลูกป่าเป็นของง่าย เพราะความเคยชินที่เมื่อผ่านไปที่ไหน ๆ ก็พบป่าขึ้นอยู่ทั่วประเทศ แต่การสร้างป่านั้นต้องมีขั้นตอนเพื่อเป็นการประหยัดเวลา จะขอสรุปภาพประกอบเป็นขั้นตอน เพื่อความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับกิจกรรมที่สำคัญ ๆ ในการปลูกป่า


การเตรียมการก่อนปลูกป่า,การปลูกป่าในเขตป่าอนุรักษ์
        จัดหาพื้นที่ปลูก กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้สำรวจพื้นที่แปลงปลูกป่าพร้อมทั้งจัดทำแผนที่ไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้ร่วมโครงการ สามารถติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ประจำแปลงปลูก จัดหาแผนที่ ตัดทางคมนาคมเข้าไปดำเนินงาน (กรณีที่จำเป็น) จัดหาแหล่งคนงานให้เพียงพอ กรณีพื้นที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ต้องจัดสร้างบ้านพักชั่วคราวสำหรับคนงาน มีรถยนต์รับส่งคนงาน จัดสวัสดิการในการอยู่กิน เพราะแหล่งคนงานนับเป็นหัวใจของการดำเนินงานปลูกป่า
        เตรียมชนิดพันธุ์ไม้ที่จะปลูก ปกติจะต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กันกับการจัดหาพื้นที่ โดยเลือกชนิดไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ จัดหาเมล็ดไม้และเตรียมกล้าในบริเวณพื้นที่ปลูก เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งกล้าไม้ ให้ผู้ร่วมโครงการ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจะจัดเตรียมกล้าไม้ กำหนดชนิดไม้ให้พร้อมขนส่งไปยังแปลงปลูก ผู้ร่วมโครงการ เพียงจัดเตรียมพื้นที่ปลูกและดำเนินการปลูก พร้อมทั้งดูแลรักษาจนครบอายุ ซึ่ง กฟผ. กำหนดการปลูกและบำรุงรักษาแต่ละแปลงเป็นเวลา 5 ปี จึงส่งมอบพื้นที่ปลูกให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชรับไปดูแลรักษาต่อ

การเตรียมพื้นที่ปลูกป่า
         เมื่อทราบแปลงปลูกที่แน่แล้วก็ให้แผ้วถางวัชพืชพวกหญ้าและไม้พุ่มขนาดเล็กเท่าที่จำเป็นต่อการปลูกต้นไม้ พยายามถางพื้นที่ให้ทำงานได้สะดวก โดยไม่ให้การตัดต้นไม้ หรือลูกไม้มีค่าที่ขึ้นอยู่เดิมในพื้นที่ และไม่ให้ทำการจุดไฟเผาวัชพืชโดยเด็ดขาด
        กวาดวัชพืชและไม้พุ่มเล็กไปกองรวมไว้ อาจจะจัดกองเป็นแนวตามยาว หรือกองไว้เป็นกลุ่ม ๆ แล้วปล่อยให้วัชพืชแห้งเป็นปุ๋ยแก่ดินเอง การรวมวัชพืชที่ถางเป็นแนวยาว ๆ เหมาะสำหรับที่ที่มีความลาดชัน เพื่อเป็นวัสดุกันน้ำไหลชะหน้าดินเมื่อมีฝนตก การดำเนินงานขอให้ใช้แรงคน หากพื้นที่กว้างมาก ๆ ต้องทำทางลำลองกว้างประมาณ 6-8 เมตร แบ่งพื้นทีเป็นส่วน ๆ ส่วนละประมาณ 100-200 ไร่ เพื่อใช้เป็นทางขนกล้าไม้เข้าไปปลูก และเป็นแนวป้องกันไฟต่อไปในฤดูแล้ง ทางนี้อาจเพียงใช้คนงานถาง เพื่อให้รถวิ่งเข้าได้ไม่ลำบาก สำหรับขอบแปลงปลูกป่าให้ทำถนนลำลองใช้เป็นทางตรวจการณ์ ขนส่งกล้าไม้ และเป็นแนวป้องกันไฟไปพร้อม ๆ กัน มีขนาดกว้าง 8-10 เมตร การเตรียมพื้นที่ควรดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม - เดือนเมษายน





การกำหนดตำแหน่งปลูก
         โดยปกติจะใช้หลักไม้ไผ่รวกขนาดโตเท่าหัวแม่มือยางประมาณ 1 เมตร ปักหมายตำแหน่งที่จะขุดหลุมปลูกต้นไม้ ซึ่งเหมาะสำหรับที่ลาดเขา จะได้สังเกตเห็นได้ง่ายและเป็นการสะดวกในการบอกตำแหน่งต้นไม้ที่ปลูกไว้ และสะดวกในการตรวจสอบต้นไม้ว่าจะรอดตาย หรือจะต้องปลูกซ่อมใหม่หรือไม่ หลักไม้ไผ่นี้ยังใช้เป็นเสาผูกกล้าไม้ เพื่อไม่ให้ลมพัดโยกไปมาหลังปลูก ป้องกันการกระแทกของราก กล้าไม้จะได้ตั้งตัวได้เร็วขึ้น การปักหมายตำแหน่งปลูกนี้ให้ห่างกันได้ตั้งแต่ 2-4 เมตร ไม่เป็นแถวเป็นแนว กระจายทั่วไปในพื้นที่ไร่ละไม่น้อยกว่า 100 หลัก ถางวัชพืชรอบหลักเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เมตร สำหรับพื้นที่ราบหากขาดแคลนหลักไม้ไผ่ อาจใช้ปูนขาวหยอดเพื่อให้สังเกตเห็นได้ชัดเวลาปลูกก็ให้ขุดหลุมข้าง ๆ ปูนขาวแทน แต่สำหรับ การปลูกไม้ป่าโดยใช้เหง้า เช่น ไม้สัก ไม้ประดู่ หรือสีเสียดแก่น ต้องใช้หลักไม้ไผ่เพื่อบอกตำแหน่งไว้ให้เด่นชัด เพราะการปลูกด้วยเหง้าจะสังเกตเห็นต้นไม้ได้ยาก
         การกำหนดตำแหน่งปลูก หากมีกลุ่มไม้ใหญ่อยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้เพิ่ม เพราะไม้ใหญ่อาจบังแสงหรือเรือนรากอาจแย่งอาหารกล้าไม้ที่ปลูก และกล้าไม้จะตาย ซึ่งลำบากต่อการปลูกซ่อม บริเวณที่เป็นป่าไผ่ให้เปิดแสงพอให้กล้าไม้ได้รับแสง และขจัดการแก่งแย่งทางเรือนรากด้วย การดำเนินการในขั้นนี้ควรให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝนหรือก่อนเดือนพฤษภาคม


การขุดหลุมปลูกต้นไม้
         หลุมที่จะปลูกควรใช้จอบขุดเป็นหลุมสี่เหลี่ยมกว้าง x ยาว ด้านละ 1 หน้าจอบ หรือประมาณ 1 ฟุต ลึกประมาณ 1 ฟุต หลุมที่ขุดติดอยู่กับหลักหมายตำแหน่งปลูก เมื่อขุดหลุมแล้วพยายามให้ดินที่ขุดมากองอยู่บริเวณขอบปากหลุม เพื่อจะใช้กลบเมื่อเวลาปลูกต้นไม้ เมื่อขุดหลุมแล้วต้องแต่งก้นหลุม โดยใช้จอบสับดินก้นหลุมให้แตก แล้วปล่อยทิ้งไว้ในหลุมให้เกิดการร่วนซุย ตากดินไว้ประมาณ 2-3 วัน โดยปกติการขุดหลุมจะทำในต้นฤดูเมื่อฝนตกครั้งแรก จะทำให้ดินยังมีความชื้นอยู่ การขุดก็ง่าย การทำงานบนที่ลาดเขา ผู้ขุดยืนด้านล่าง และขุดจากด้านล่างขึ้นหายอดเขา

ปกติการจัดเตรียมกล้าไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะใช้ถุงขนาด 4 x 6 นิ้ว หรือ 5 x 5 นิ้ว แล้วแต่ขนาดและชนิดของกล้าไม้ ดังนั้นหากหลุมลึกเกินไปให้ใช้ดินเกลี่ย พร้อมกับหญ้าแห้งหรือฟางข้าว ขุยมะพร้าวพร้อมปุ๋ยคอก หรือสารอมความชื้น โพลิเมอร์ รองไว้ก้นหลุมให้สูงพอประมาณ คะเนให้ส่วนของลำต้นของกล้าไม้พ้นดินเช่นเดียวกับเมื่ออยู่ในถุงกล้า ขั้นตอนการขุดหลุมควรจะเสร็จภายในต้นฤดูฝน หรือเดือนพฤษภาคม กรณีการปลูกด้วยเหง้าไม่ต้องขุดหลุม ใช้ชะแลงเจาะรูดินแทน


การเตรียมกล้าไม้
       หัวใจของการปลูกป่าอยู่ที่การเตรียมกล้าไม้ให้ได้ขนาด และปริมาณพอในการปลูกซ่อม การเตรียมกล้าไม้เพื่อการปลูกป่าจะต้องเตรียมบริเวณใกล้ ๆ กับพื้นที่ปลูกป่า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและแรงงาน หากจะเตรียมกล้าไม้เองจำเป็นจะต้องสร้างเรือนเพาะชำ และมีพื้นที่โล่งเพื่อทำแปลงเพาะไปพร้อม ๆ กัน ใช้พื้นที่ประมาณ 3-5 ไร่ แล้วแต่ปริมาณกล้าไม้ที่เตรียม โดยปกติที่ 1 ไร่ จะวางกล้าไม้ได้ประมาณ 200,000 กล้า กล้าไม้เมื่อเริ่มชำลงถุงพลาสติกต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด อาจต้องวางไว้ในเรือนเพาะชำชั่วคราวที่สร้างขึ้นในช่วง 2-3 เดือนแรก เมื่อกล้าเริ่มโตอาจย้ายไปวางใต้ร่มไม้บริเวณใกล้เคียงได้ ขั้นตอนในการเตรียมกล้าไม้ขอให้ดูรายละเอียดจากเอกสารเพราะชำกล้าไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช หากจะสร้างแหล่งเพราะชำผลิตกล้าไม้ มีข้อคำนึงที่ควรจะปฏิบัติดังนี้

1. แหล่งเพาะชำต้องเป็นที่ราบ อยู่ใกล้แหล่งน้ำและมีน้ำเพียงพอรดกล้าไม้
2. หากไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติต้องจัดสร้างขึ้นมาใหม่
3. สามารถที่จะหาดินเพื่อใช้ในการเพาะชำกล้าได้ง่าย
4. ใกล้แหล่งแรงงานและสะดวกในการคมนาคม

กล้าไม้ที่นำไปปลูกป่าต้องมีความสูงไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร เพาะในถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้ว หรือ 5 x8 นิ้ว แล้วแต่ชนิดไม้ อย่างไรก็ตามผู้ร่วมโครงการ สามารถรับกล้าไม้ได้จากแหล่งเพาะชำกล้าไม้ ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ทั่วประเทศ และสอบถามรายละเอียดได้จากหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ทุกแห่ง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
 ใช้ช้างลากกล้าไม้เพื่อขึ้นไปปลูกบนเขาสูง

การขนส่งกล้าไม้
        หน่วยเพาะชำกล้าไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในท้องที่จะดำเนินการขนส่งกล้าไม้ ไปยังแปลงปลูกป่า การขนส่งกล้าไม้โดยปกติ จะใช้รถบรรทุกจัดเป็นชั้น ๆ โดยใช้ไม้อัดรองเป็นพื้น รถที่เขนต้องมีหลังคาผ้าใบคลุม บรรทุกได้เที่ยวละ 2,000 -10,000 กล้า กล้าไม้บางชนิดที่แข็งแกร่งพออาจจะบรรทุกโดยไม่ใช้ชั้นรอง แต่ใช้วางซ้อนสลับช่องได้เลย ก่อนขนส่งไม่ควรรดน้ำ เพราะจะทำให้น้ำหนักมาก และตุ้มดินที่หุ้มรากจะแตกได้ง่าย เนื่องจากมีความชื้นสูง

        เมื่อขนกล้าไม้ถึงแปลงปลูก ควรวางกล้าไม้ไว้ในร่มและรดน้ำให้ฟื้นตัว ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงนำไปปลูกหรือเลือกในช่วงฝนตกจึงนำไปปลูก การขนส่งเข้าไปแปลงปลูกก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการขนมาจากแหล่งเพาะชำ แต่ภาชนะที่ใช้บรรจุกล้าไม้ ควรใช้ลังพลาสติกหรือลังไม้สี่เหลี่ยม ลักษณะเป็นกล่องเปิดด้านบน ใช้กล้าไม้บรรจุในลัง เมื่อถึงแปลงปลูกจะได้ยกไปยังหลุมปลูกทั้งลัง และแยกวางไว้หลุมละ 1 กล้า เพื่อเตรียมลงหลุมปลูกต่อไป

เทคนิคการปลูก
      การปลูกต้นไม้ป่าก็เช่นเดียวกับการปลูกพืชสวนทั่ว ๆ ไป หากได้รับการปฏิบัติดี มีการใช้วัสดุอมความชื้นรองก้นหลุม และมีความชื้นเพียงพอก็จะได้ผลสูง แต่การปลูกไม้ป่าเป็นพื้นที่มาก ๆ นั้น การดูแลเช่นเดียวกับพืชสวนย่อมทำได้ลำบาก หลักการทั่ว ๆ ไปก็คงดำเนินเช่นเดียวกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ฤดูกาลปลูกและช่วงระยะเวลาพอเหมาะกับฝนตก หากพลาดแม้เพียงหนึ่งเดือน ก็จะไม่ได้ผลตามที่คาดการณ์เอาไว้ ดังนั้น ทุกคนต้องคำนึงไว้เสมอว่า ต้องเตรียมการปลูกให้ทันฤดูกาลและปลูกให้ถูกช่วงฝนตกดินอิ่มน้ำ แต่ละท้องที่อาจจะมีฝนตกไม่เหมือนกัน โปรดจำไว้ว่า การปลูกป่าต้องอาศัยน้ำฝน กิจกรรมหลักของการปลูกป่าที่จะต้องถูกบังคับด้วยฤดูการก็มีเพียงสี่กิจกรรมคือ การเตรียมกล้าไม้ การเตรียมพื้นที่ปลูก การปลูก และการดูแลรักษาหลังการปลูก ส่วนกิจกรรมย่อยอื่น ๆ ก็มีส่วนสัมพันธ์ที่มีผลต่อการดำเนินการเช่นกัน แต่สามารถจัดทำล่วงหน้าได้

การปลูกต้นไม้ป่าจะต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะเมื่อปลูกแล้วเราจะต้องปล่อยต้นไม้ไว้ให้ธรรมชาติดูแลรักษา ขั้นตอนช่วงนี้จึงสำคัญมากควรจะปฏิบัติดังนี้

- ก่อนปลูกต้นไม้ต้องรดน้ำก่อนเพื่อให้ตุ้มดินหุ้มรากชุ่ม
- ตรวจสอบดูหลุมปลูกไม่ให้ลึกจนเกินไป และก้นหลุมควรรองด้วยสารอมความชื้นพวกโพลิเมอร์ ฟางข้าวหรือขุยมะพร้าว และควรมีปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม หากเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใช้สูตร 15-15-15 หรือสูตร 15-30-15 โดยใส่กับหลุมประมาณสองช้อนโต๊ะ คลุกเข้ากับดินร่วน
- ใช้มีดหรือของมีคมตัดถุงพลาสติกตามแนวยาว จากปากถุงถึงก้นถุง แล้วค่อย ๆ แกะถุงพลาสติกออก




- ประคองตุ้มดินส่วนที่หุ้มราก ค่อย ๆ วางลงในหลุมปลูก
- วางต้นไม้ลงหลุมปลูกให้ต้นไม้ตั้งตรง และให้รอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับดินเดิมที่ปากหลุม (ดูรูปประกอบ)
- ใช้ดินกลบให้แน่น ไม่ให้ต้นไม้โยกคอน หากกล้าไม้สูงเกินไปให้ใช้หลักไม้ไผ่ที่เป็นหลักหมายแนวปลูกปักข้างกล้าไม้ และใช้เชือกผูกกล้าไม้กับหลักไม้ไผ่เพื่อกันกล้าไม้โยกเมื่อ ถูกลมพัด และเป็นการช่วยให้รากตั้งตัวได้เร็วขึ้น
- ถุงพลาสติกที่แกะออกให้ฝังดินไว้ในหลุมปลูก เพื่อป้องกันมลภาวะในพื้นที่ป่า


สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ ที่ประสงค์จะปลูกไม้สัก ซึ่งใช้เหง้าปลูก หรือไม้อื่น ๆ ซึ่งปลูกโดยระบบเปลือยราก คือไม่มีตุ้มดินหุ้มรากขณะที่ทำการปลูก ไม่ต้องมีการเตรียมหลุมปลูกเช่นที่บรรยายมา การปลูกให้ใช้ชะแลงปักตรง ๆ ลงบนพื้นดิน โยกปลายชะแลงเล็กน้อยเพื่อให้รูด้านบนกว้างขึ้น ให้รูชะแลงลึกประมาณ 6-8 นิ้ว ให้กะความยาวของเหง้าดูด้วย ใช้เหง้าสักหย่อนลงในรูชะแลงให้ส่วนบนของเหง้าโผล่เหนือผิวดินประมาณ 1 นิ้ว โดยให้สังเกตเห็นตา 1 คู่ บนคอรากของเหง้าโผล่เหนือพื้นดินประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วใช้เท้าเหยียบดินข้าง ๆ ให้แน่น ไม่ให้มีช่องอากาศระหว่างดินและเหง้า มิฉะนั้นอากาศร้อนที่แทรกอยู่ในช่วงอากาศจะทำให้รากแห้งตายได้ กรณีเป็นเหง้าไม้ชนิดอื่น อาจใช้จอบขุดเพียงหนึ่งหน้าจอบ แล้วหย่อนราก (เหง้า) ไม้ลงไป และอัดดินให้แน่นเช่นเดียวกัน หลักการดายวัชพืชอื่น ๆ คงปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกด้วยตุ้มดิน (ระบบถุงพลาสติก)การปลูกป่าในบริเวณพื้นที่ภูเขาที่ลาดชันที่มีการพังทลายของดินสูง ให้นำหญ้าแฝกปลูกเสริมในบริเวณพื้นที่พร้อม ๆ กับการปลูกป่า

การบำรุงรักษา
          เมื่อปลูกต้นไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรมีการดายหญ้าและวัชพืชบริเวณปากหลุมให้ห่างออกไปจากหลุมในรัศมี 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร (แล้วแต่ความสูงของวัชพืชข้างเคียง) เพื่อป้องกันการแก่งแย่งแสงแดดและอาหารทางเรือนราก สำหรับวัชพืชที่ถางไว้เมื่อครั้งเตรียมพื้นที่ปลูก หากเป็นหญ้าที่แห้งตายสนิทแล้วก็ควรเอามาคลุมบริเวณหลุมปลูก เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นเมื่อฝนตก

การป้องกันวัชพืชขึ้นรบกวนต้นไม้ที่ปลูก โดยใช้วัสดุคลุมดินเป็นแผ่นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 ซม. ทำด้วยเยื่อกระดาษที่นำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ ตามขบวนการผลิตพิเศษ ขนส่งได้ง่ายไม่กินเนื้อที่ นำมาวางให้กล้าไม้อยู่กลางแผ่น ข้อดีของแผ่นคลุมดินนี้คือช่วยรักษาความชื้นในดินและไม่ทำลายสภาพแวดล้อม เพราะภายในหนึ่งปี แผ่นคลุมดินนี้จะผุผังสลายตัวตามขบวนการธรรมชาติ กลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

ปกติการปลูกจะแล้วเสร็จก่อนสิ้นฤดูฝนประมาณหนึ่งเดือน หลังจากการปลูกแล้ว 2-3 เดือน ต้องมีการถางวัชพืชพวกหญ้าให้แก่ต้นไม้ที่ปลูก ครั้งนี้อาจจะถางเพียงป้องกันการแย่งแสง ถางวัชพืชที่คลุมกล้าไม้ออก แต่ต้องถางให้เรียบจนชิดต้นรอบ ๆ ต้นห่างออกไปข้างละ 1 เมตร หญ้าที่ถางให้รวมไว้เป็นกองห้ามเผาปล่อยให้เป็นปุ๋ยบำรุงดินต่อไป

เมื่อถางแล้วหากพบต้นไม้ตายก็ให้ปลูกซ่อมไปพร้อมๆ กันเลย เพราะจะเป็นช่วงที่มีฝนอยู่คือ ประมาณ เดือนสิงหาคม - เดือนตุลาคม หากต้องการเก็บสถิติการรอดตายก็สามารถทำได้ในช่วงนี้

การบำรุงรักษาในปีที่ 2 , 3 , 4 และ 5 โดยปกติจะทำการดายหญ้าปีละอย่างน้อย 2 ครั้งคือ ช่วงกลางฤดูฝนและต้นฤดูแล้งเพื่อป้องกันไฟ และเปิดช่องให้ต้นไม้ได้รับแสงเต็มที่เป็นการเสริมการเจริญเติบโตเมื่อเริ่มฤดูฝนถัดไป และทำการปลูกซ่อมไปพร้อม ๆ กัน

อ้างอิง

            http://www2.egat.co.th/treeforking/afforest.php

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มลพิษทางเสียง(Noise Pollution)


       มลพิษทางเสียง (noise pollution) เสียงดัง (loud noise) หรือเสียงรบกวน (noise) หมายถึงสภาวะที่มีเสียงดังเกินปกติหรือเสียงดังต่อเนื่องยาวนานจนก่อให้เกิดความรำคาญหรือเกิดอันตรายต่อระบบการได้ยินของมนุษย์และหมายรวมถึงสภาพแวดล้อมที่มีเสียงสร้างความรบกวน ทำให้เกิดความเครียดทั้งทางร่างกายและ จิตใจ ทำให้ตกใจหรือบาดหู ได้เช่นเสียงดังมากเสียงต่อเนื่องยาวนานไม่จบสิ้นเป็นต้นมลพิษทาง เสียงเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมของเมืองใหญ่ที่เกิดพร้อมกับการ เปลี่ยนแปลงทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและวัฒนธรรมรวมถึงการ เติบโตทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นเสียงดังจากยานพาหนะที่ใช้เครื่องยนต์เสียงดังจากเครื่องจักรเสียงดังจากการก่อสร้างเสียงดังจากเครื่องขยายเสียง โทรทัศน์ วิทยุ และอุปกรณ์สื่อสาร เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งเสียงสนทนาที่ดังเกินควรและไม่ถูก กาลเทศะ
                     ผลกระทบจากมลพิษทางเสียง
1) การได้ยิน: การสูญเสียการได้ยิน เสียงดังรบกวน เกิดเสียงหวีดก้องในหูหรือในสมอง
2) สุขภาพกาย: ความดันโลหิตสูง ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือเท้าเย็นการไหลเวียนกระแสโลหิตบกพร่อง จนถึงโรคหัวใจ
3) สุขภาพจิต: การรบกวนการพักผ่อน เกิดความเครียด และสภาวะตื่นตระหนก ซึ่งพัฒนาไปสู่อาการเจ็บป่วยเศร้าซึมและโรคจิตประสาทได้
4) สมาธิ ความคิด และการเรียนรู้: การรบกวนสมาธิ การคิดค้นวิเคราะห์ข้อมูล และการลดประสิทธิภาพการเรียนรู้ และการตั้งใจรับฟัง
5) ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการทำงาน: การรบกวนระบบและความต่อเนื่องของการทำงาน และทำให้งานล่าช้า ลดทั้งคุณภาพและปริมาณ
6) การติดต่อสื่อสาร: ขัดขวางการได้ยิน และทำให้ต้องตะโกนสื่อสารกันทำให้การสื่อสารบกพร่อง เกิดความเพี้ยนในการได้ยิน ในเด็กเล็กที่กำลังเรียนพูด จะถ่วงพัฒนาการในการฟัง การพูด และการออกเสียง ในผู้ใหญ่จะเป็นอุปสรรคต่อการรับฟังสัญญาณเตือนภัยอันอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและอันตราย
7) การกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว: เสียงดังเร้าอารมณ์ให้สร้างความรุนแรง ทำร้ายผู้อื่น
8) การเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม: กระตุ้นให้เกิดค่านิยมในความรุนแรงไม่เคารพสิทธิในความสงบสุขของผู้อื่นและสังคมโดยรวม และการขาดมารยาทสังคมที่ดีงาม
การป้องกันมลพิษทางเสียง
1. หมั่นสังเกตเสียงรอบตัวเป็นประจำ หากไม่สามารถพูดคุยด้วยระดับเสียงปกติในระยะห่าง 1 ช่วงแขนได้ แสดงว่า เสียงในสถานที่นั้นดังเกินไป
2. ควบคุมระดับเสียงโทรทัศน์ เครื่องเสียง และโทรศัพท์ไม่ให้ดังเกินไป
3. ไม่พูดโทรศัพท์หรือส่งเสียงดังรบกวนความสงบของผู้อื่นทั้งในบ้านและในที่สาธารณะ
4. ตรวจสภาพเครื่องยนต์ของยานพาหนะให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ ไม่ปรับแต่งท่อไอเสียให้เกิดเสียงดัง กดแตรเมื่อฉุกเฉินและจำเป็นเท่านั้นและลดความเร็วเมื่อขับขี่ยานพาหนะผ่านย่านที่พักอาศัย โรงเรียน ศาสนสถาน โรงพยาบาลสวนสาธารณะ หรือชุมชน
5. แจ้งเพื่อนบ้านล่วงหน้าหากต้องซ่อมแซม ต่อเติมบ้าน หรือทำกิจกรรมที่มีเสียงดังรบกวน
6. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีเสียงดัง
7. ช่วยกันดูแลสถานที่ทำงานและสถานที่สาธารณะ ได้แก่ โรงเรียนศาสนสถาน โรงพยาบาล และสวนสาธารณะ รวมถึงผู้ประกอบการ
ศูนย์การค้า โรงภาพยนต์ ร้านอาหาร และสถานบันเทิง ให้ควบคุมระดับเสียงไม่ให้ดังเกินควร
8. ตรวจความสามารถการได้ยินเป็นประจำทุกปี
9. เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการต้านภัยเสียงแก่เพื่อนและญาติ

10. ร้องเรียนเหตุเสียงดังที่ โทร. 1555 (กทม.) หรือ โทร. 1650 (คพ.)

ที่มา. http://maymax15052552.blogspot.com/2011/06/blog-post.html

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สิ่งแวดล้อมในบ้าน

สิ่งแวดล้อมภายในบ้าน

             ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนั้น นอกจากการดูแลทรัพยากรต่างๆในที่สาธารณะแล้ว การดูแลรักษาความสะอาด เรียบร้อยภายในบ้านก็ถือเป็นการดูแลสภาพแวดล้อมรอบตัวทางหนึ่ง ซึ่งสามารถดูแลรักษาได้ง่ายๆที่บ้านหรือที่พักของทุกคนนั่นเอง บลอคนี้เราจะกล่าวถึงส่วนของ'ห้องครัว'กันครับ

        ครัว ห้อง ครัวคือแหล่งสะสมไขมันสกปรก โดยเฉพาะบริเวณใกล้กับเตาทำอาหาร ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาทำความสะอาดราคาแพง แค่เพียงใช้น้ำอุ่นกับน้ำมะนาวสองสามหยดเช็ดถู หรือหากมีสิ่งสกปรกติดแห้ง ให้ใช้โซดา (Sodium Carbonate) ชโลมทิ้งไว้ 30 นาที แล้วจึงเช็ดถูออก

   - ไขมันทอดเก่าๆ ในกระทะ ให้ใช้กระดาษทิชชูซับไขมันออกก่อนเพื่อจะได้ไม่ทำให้ท่อน้ำอุดตัน
   - หากหน้าต่างกระจกสกปรก ให้ใช้น้ำส้มสายชูกับผ้าเช็ดถูทำความสะอาด
   - เพื่อให้เฟอร์นิเจอร์ไม้เปล่งประกาย ให้ใช้น้ำมันมะกอกหนึ่งช้อนชา ผสมกับน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยเช็ดถู
   - เครื่องเงิน ให้ใช้ขี้เถ้าทำความสะอาดและใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ขัดถู แค่นี้ก็เปล่งประกายแวววาว
   - ตู้เสื้อผ้า ให้ใช้ไม้สีดาหนึ่งชิ้นวางไว้ไล่มอด ให้กลิ่นหอม และช่วยดูดความชื้นในตู้
   - ถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้าน ก็จะช่วยประหยัดไปได้เยอะห้องน้ำ
   - หินปูนจากน้ำก๊อก ทำให้เกิดรอยด่าง ดังนั้น หลังอาบน้ำหรือซักล้างในห้องน้ำให้ใช้ผ้าหรือเสื้อผ้าเก่าๆ เช็ดน้ำให้แห้ง
   - หากก๊อกน้ำหยด อย่านิ่งดูดาย เพราะหากน้ำหยดติ๋งๆ ก็ได้ 10 หยด ต่อนาที ก็จะสูญเสียน้ำโดยไม่จำเป็นวันละ 5 ลิตร

อ้างอิง
http://www.dumenu.com/article/485/
www.pliglife.com



วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2557


มลพิษทางน้ำ(Water Pollution)

    ในชีวิตประจำวันแล้ว น้ำยังมีบทบาทสูงในการรังสรรค์อารยะธรรมความมั่นคงและมั่งคั่งของสังคม  มนุษย์ชาติได้ประโยชน์มหาศาลจากทรัพยากรน้ำมาโดยตลอด  แต่ในปัจจุบันปัญหาการขาดแคลนน้ำ  และการเกิดมลพิษทางน้ำ ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ  เนื่องจากผู้ใช้น้ำส่วนใหญ่ขาดความรับรู้และจิตสำนึกรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้สถานการณ์ของ
ทรัพยากรน้ำอาจเกิดปัญหาใหญ่ถึงขั้นวิกฤติ โดยเฉพาะในด้านการขาดแคลนน้ำทั้งนี้เนื่องจาก
          "  แนวโน้มที่จะเกิดภัยแล้งมากขึ้น
          "  น้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ มีคุณภาพลดลง
          "  การใช้น้ำฟุ่มเฟือยในกิจการต่าง ๆ อันได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม
พาณิชยกรรม การใช้น้ำในครัวเรือนและธุรกิจ บริการต่าง ๆ

แหล่งกำเนิดน้ำเสีย

    น้ำเสียจากชุมชนได้แก่ น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมต่าง ๆ ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชน น้ำเสียนี้มีสกปรกในรูปของสารอินทรีย์สูง น้ำเสียจากอุตสาหกรรมได้แก่ น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการล้างวัตถุดิบ  กระบวนการผลิตจนถึงการทำความสะอาดโรงงาน รวมทั้งน้ำเสียที่ยังไม่ได้รับการบำบัดหรือน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วแต่ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานน้ำทิ้งอุตสาหกรรมองค์ประกอบของน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับอัตราการไหลของน้ำทิ้ง


ประเภทและขนาดของโรงงาน
          1.น้ำเสียจากเกษตรกรรมได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมทางการเพาะปลูก  การเลี้ยงสัตว์ น้ำเสียจากการเพาะปลูกจะมีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม และสารพิษต่างๆ ในปริมาณสูงส่วนน้ำเสียจากการเลี้ยงสัตว์จะพบสิ่งสกปรกในรูปของสารอินทรีย์เป็นส่วนมาก
          2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี (Economic Growth & Technological Progress) การขยายตัวทางเศรษฐกิจทําให้มาตรฐานในการดํารงชีวิตสูงตามไปด้วย มี การบริโภคทรัพยากรธรรมชาติเกินความจําเป็นขั้นพื้นฐานของชีวิต จึงจําเป็นต้องใช้ พลังงานมาก ขึ้ นตามไปด้วย ในขณะเดี ยวกั นความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี ก็ ช่วยเสริมให้ การนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ทําได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น นอกจากนี้การเพิ่มของประชากรอย่างรวดเร็ว มีผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนอาหาร ที่ อยู่อาศัย การสาธารณสุข การศึกษา การว่างงาน ฯลฯ ปํญหาเหล่านี้พบมากในประเทศด้อยพัฒนา ประเทศเหล่านี้จําเป็นต้องเร่งพัฒนาด้วยการเร่งการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรกรรมและการ อุตสาหกรรมให้มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงถูกนํามาใช้ในการเกษตรรวมทั้งปุ๋ยเคมี ยา ปราบศัตรูพืช ฯลฯ สารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมถูกปล่อยออกมาในรูปควันเสีย ฝุ่นละออง ทําให้ เกิดภาวะอากาศเป็นพิ ษ เสียงจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นสาเหตุหนึ่งของมลพิ ษทางเสียง ของเสีย จากโรงงานอุตสาหกรรมและจากเกษตรกรรมถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ทําใหเกิดภาวะน้ำเป็นพิษ นอก จากนี้ทรัพยากรธรรมชาติยังถูกนํามาใช้อย่างรวดเร็วและมากมาย เป็นผลให้ สภาพแวดล้อม เปลี่ยนแปลงไป เช่น การทําลายป่า ทําให้ฝนไม่ตกตามฤดูกาล การทําลายหน้าดินทําให้เกิดปัญหาน้ำ ท่วม แร่ธาตุต่าง ๆ ถูกนํามาใช้เป็นจํานวนมหาศาล กระบวนการในการเปิดป่า ทําเหมือง และขั้น ตอนของการทําเหมือง ล้วนแล้วแต่มีสวนในการทําลายสภาวะแวดล้อมตาม ธรรมชาติอย่างน่าเสีย ดาย มนุษย์เป็นตัวการสําคัญในการเพิ่มพูนภาวะมลพิษให้แก่ระบบนิเวศ ความเจริญทาง เทคโนโลยียิ่งมีมากขึ้นเท่าไร ปัญหาการสร้างความสกปรกให้แก่สภาพแวดล้อมดูเหมือนจะยิ่งทวีมาก ขึ้นเท่านั้น นับตั้งแต่ยุโรปปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อคริตส์ศตวรรษที่ 18 โรงงานอุตสาหกรรมกลายเป็น แหล่งถ่ายเทและปล่อยของเสียให้แก่สภาพแวดล้อมเรื่อยมาและมากขึ้นเป็นลําดับ อาจกล่าวได้ว่า สิ่งแวดล้อมเป็นปัจจัยจํากัดที่สําคัญของมนุษย์ เพราะเป์นตัวการทําลายมนุษย์ เอง ในประเทศที่พัฒนาแล้วสิ่งแวดล้อมที่ถือว่าอยู่ในสภาพที่เป์นพิษต่อประชากร มักเกิดจากสารเคมี อากาศเสีย และน้ำเป็นพิษ ส่วนปัญหาเดียวกันนี้ในประเทศด้อยพัฒนาเกิดเนื่องจากการขาดแคลน อาหารและทรัพยากรธรรมชาติ
    จากสาเหตุของปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทําให้เกิดผลกระทบต่อเนื่อง อันเกิดจากปัญหา สิ่งแวดล้อมที่สําคัญ 2 ประการ คือ (ดูภาพที่ 4-2 ประกอบ)
          1. ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ เนื่องจากมีการใช้ทรัพยากรกันอย่างไม่ประหยัด อาทิ ป่า ไม่ถูกทําลาย ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ การขาดแคลนน้ำ ฯลฯ
          2. ภาวะมลพิษ (Pollution) เช.น มลพิษทางน้ำ อากาศ ดิน เสียง และความร้อน ฯลฯ อันเป็นผลมาจากการเร่งรัดการขยายตัวทางด้านอุตสาหกรรมนั่นเอง

     ดังนั้นจะเห็นได้ว่า สาเหตุของมลพิษเป็นผลจากการกระทําของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ เนื่อง จากมนุษย์ซึ่งเป์นองค์ประกอบส่วนหนึ่งของธรรมชาติมีการเพิ่มจํานวนอย่างรวดเร็วและมนุษย์ มี บทบาทที่แตกต่างไปจากธรรมชาติอื่นในหลายกรณี กล่าวคือเมื่อประชากรมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ความ ต้องการบริโภคทรัพยากรธรรมชาติเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการดํารงชีวิตและสร้างสิ่งอํานวย ความ สะดวกก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น มนุษย์มีความสามารถในการนําเทคโนโลยีมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ได้แก่ ทําการเกษตร การประมง สร้างเมือง สร้างเขื่อนขนาดใหญ่ สร้างโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อผลิตสิ่ง ต่าง ๆ เช่น รถยนต์ เครื่องบิน เรือ และอื่น ๆ อีกมากมาย ทําให้เกิดความไม่สมดุลในธรรมชาติ ก่อ ให้เกิดปัญหารุนแรงทางด้านสิ่งแวดล้อมและรวมเรียกปัญหาที่เกิดขึ้นว่า ปัญหามลพิษ ซึ่งมีหลาย ลักษณะหลายประเภท ล้วนแต่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของมนุษย์ได้ ดังนั้นหากมนุษย์ไม่มีจิต สํานึกร่วมกันในการแก้ไขและรักษาสภาพแวดล้อมดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้มนุษย์เราต้อง ประสบปัญหาในอนาคตมากขึ้นอย่างแน่นอน

ที่มา:
http://www.sri.cmu.ac.th/~srilocal/water/page_02.htm
http://www.il.mahidol.ac.th/e-media/ecology/chapter3/chapter3_water6.htm