วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

มลภาวะจากท่อไอเสียรถ
      

     ยานพาหนะต่าง ๆ ที่แล่นไปด้วยพลังงานการเผาไหม้ของน้ำมันเบนซิน (
Benzine = C6H6) น้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ เช่น รถยนต์ เครื่องบิน รถมอเตอร์ไซด์ รถสามล้อเครื่อง เรือ จะปล่อยสารพิษ  ไอควัน ก๊าซต่าง ๆ หลายชนิดออกมาทางท่อไอเสีย สู่อากาศในอัตราสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รถยนต์ เป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดอากาศเสียอันสำคัญ และควบคุมแก้ไขได้ยากยิ่ง โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครมีรถยนต์เพิ่มขึ้นทุกปี แม้เก็บภาษีรถยนต์แพงเท่าใดก็ตาม เพราะการคมนาคมกลายเป็นปัจจัยอันสำคัญของมนุษย์

            ควันดำของรถที่ใช้น้ำมันเบนซิน สิ่งหลุดออกมามีทั้ง ไอเสีย ก๊าซต่าง ๆ ตลอดจนเขม่าแยกออกมาได้ดังนี้ คือ
         ไอเสียประกอบด้วย
  • คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO)  และคาร์บอนไดออกไซด์ ( CO2)
  • ไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon)
  • ไนตริคออกไซด์ (NO2) และไนโตรเจนออกไซด์  (NO4)
  • พวกอัลดิไฮด์ (Aldehyde)
  • ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfurdioxide)
 
เขม่า  ประกอบด้วย 
  •   ผงคาร์บอน (Carbon)
  • สารประกอบของตะกั่ว (Teraelthy Lead)
  • สารจำพวกฟีนอลส์ (Phenol)
  • น้ำมันรถยนต์ (Fuel)
  • สารอินทรีจำพวกไนโตร (Nitro organic)
  • ยางเหนียว ซึ่งประกอบด้วยโปลี่ซายคลิก    อโรเมติก ไฮโดรคาร์บอน (Polycyclic aromatic hydrocarbons) ยางเหนียวเหล่านี้ประกอบด้วย
        • 3,4 เบนโซไพลิน (3-4 Benzopyrene)
        • ไพเรนซ์ (Pyrence)*
        • 1,2 เบนโซไพริน (1,2 Benzopyrence) 
        • 1,12 เบนโซไพลิน (1,12 Benzopylens) 
        • แอนทราเซน (Anthracene)
        • โคโรนินี่ (Coronene)
        • 1,2 เบนแซนทราเซน (1,2 Benzanthracne)
        • แอนแทนทรีน (Anthanthrene)
        • เปอรีลิน (Anthanthere)
        • 4,4 บีมโซทีทรา เพน (4,4 Bemxotetra phene)
        • 3,4,8,9 ไดเบนโซไพริน (3,4,8,9 dibenzopyrene)

            ส่วนควันดำของรถที่ใช้น้ำมันดีเซลนั้นประกอบด้วยไอเสียและเขม่า เช่นเดียวกันกับของรถที่ใช้น้ำมันเบนซิน มีส่วนประกอบแตกต่างกันเล็กน้อย
          ไอเสียของรถดีเซลประกอบด้วย
  • ไอน้ำ (Vapour)
  • คาร์บอนมอนนอกไซด์ (CO) และไนโตรเจนไดอ๊อกไซด์ (N2O)
  • ไฮโดรคาร์บอน (Hydrocar)
  • ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfurdioxide)
  • พวกอัลดิไฮด์ (Aldehyde)
  • ออกซิเจน (Oxygen)
  • ไฮโดรเจน (Hydrogen)
  • ไนโตรเจน (Nitrogrn) 
           อันตรายจากก๊าซพิษที่ออกมาจากท่อไอเสียรถยนต์
        มีหลายคนสงสัยว่าคนในกรุงเทพ ฯ ได้สูดหายใจเอาก๊าซพิษ  ไอเสีย  ควันดำ  ฝุ่น  ละอองของรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ฯ เข้าไปทุกวันก็ไม่เห็นมีใครเป็นอันตราย ยังประกอบธุรกิจการงานได้อย่างปรกติสุข ไม่เห็นมีคนล้มดาวดิ้นสิ้นชีพ เพราะก๊าซพิษเลย ดังนั้นสมควรที่จะได้มีการศึกษาเกี่ยวกับก๊าซพิษ แต่ละชนิดแล้วลงความเห็นกันต่อไป
        1.  ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์  (Carbon  monoxide)
              เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ที่ไม่สมบรูณ์และรถยนต์ปล่อยก๊าซนี้ออกมาทางท่อไอเสีย ก๊าซนี้จะลอยปะปนอยู่ในอากาศมีจำนวนมาก เมื่อมีการจราจรคับคั่งเมื่อสูดหายใจเอาก๊าซนี้เข้าไปในร่างกายแล้ว จะไปแย่งออกซิเจนโดยไปรวมกับเฮโมโกลบิน (Haemogobin) ซึ่งเรียกย่อว่า Hb เป็นสารหนึ่งที่มีอยู่ในเม็ดเลือดแดง กลายเป็นคาร์บอกซีเฮโมลโกลบิน (Carboxy haemoglobin) ปกติร่างกายของคนเราต้องการอ๊อกซิเจนจะไปรวมตัวกับเฮโมโกลบินกลายเป็นอ๊อกซีโมโกลบิน (Oxyhaemoglobin) เขียนย่อ ๆ ว่า HbO2 ในเลือดที่มี HbO นี้จะถูกส่งไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกายในแหล่งที่มี HbO2 ในเนื้อเยื่อจะได้รับอ๊อกซิเจน
            แต่ถ้าหายใจเอาซีโอเข้าไป ซีโอจะเข้าไปรวมตัวกับเฮโมโกลบิน ได้เร็วกว่าอ๊อกซิเจน 4 เท่าตัว ถ้าปริมาณของก๊าซซีโอน้อย ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลย์กับโลหิต และเมื่อหายใจออกก็จะขับก๊าซนี้ออกไป ปกติก๊าซนี้มีอยู่ในอากาศ 25 ส่วน ในอากาศล้านส่วน ถ้าหายใจเข้าไปจะมีก๊าซนี้อยู่ในกระแสโลหิต กลายเป็นคาร์บอกซี เฮโมโกลบิน อยู่เพียง 4%  แต่ถ้าร่างกายมีไม่ถึง 4% ก็จะพยายามดูดเอาก๊าซนี้เข้าไปให้มีถึง 4% ตัวอย่างเช่น นักสูบบุหรี่ร่างกายจะมีก๊าซนี้อย่างน้อย 4% หรือมากกว่านั้นเพราะในการสูบบุหรี่ก็จะอัดควันบุหรี่เข้าไป จึงทำให้ได้รับก๊าซนี้มากกว่าคนธรรมดา เมื่อร่างกายมีก๊าซนี้ 4% แล้วขับออกเพื่อให้เข้าสู่ภาวะสมดุลย์ที่ระดับ 4% (ถ้าไม่สูบต่อ)  คนไม่เคยสูบจะมีซีโอมากแล้วจะทำให้อึดอัดเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย โลหิตเปลี่ยนรูปแข็งตัวขึ้น ไหลไม่ได้ เซลล์ก็ขาดอ๊อกซิเจน จึงทำให้วิงเวียน อ่อนเพลีย เพราะสมองได้รับออกซิเจนน้อยนั่นเอง ดังนั้นจึงห้ามไม่ให้สูบบุหรี่บนรถเมล์ ในโรงภาพยนต์ จากการสำรวจพบว่า เมื่อเครื่องยนต์เผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงไป 1 แกลลอน จะมีซีโอประมาณ 3 ปอนด์ หลุดออกมา
ขนาดและอัตราการเกิดพิษ
                    1.  ความเข้มข้นของอากาศภายนอกที่มีก๊าซนี้อยู่เสมอ 100 ส่วนในล้าน จะไม่ให้เกิดอาการใด ๆ ระหว่างที่ได้รับนานถึง 8 ชั่วโมง
                    2.  ความเข้มข้นที่ได้รับ 500 ส่วนในล้านส่วน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ทำงานเบา ๆ ไม่มีอาการใด ๆ แต่บางคนมีอาการมึนศีรษะเล็กน้อยหรือหายใจขัดได้
                    3.  ความเข้มข้นขนาดเกิน 1,000 ส่วน ในล้านส่วนทำให้ผู้รับสิ้นสติ ระบบหายใจวาย ถ้าได้รับเกินกว่า 1 ชั่วโมงจะทำให้ถึงแก่ความตาย
          ข.   ความเข้มข้นของก๊าซนี้ในร่างกาย (Carboxyhaemoglobin)
                    1.  ถ้าในกระแสโลหิตมีคาร์บ๊อกซีเฮโมโกลบิน 20 - 30% จะทำให้เกิดอาการไม่สบาย หายใจไม่สะดวก มีอาการปวดศีรษะ
                    2.  ถ้ามีคาร์บ๊อกซีเฮโมโกลบิน 30 - 50% จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง จิตใจสับสน วิงเวียนศีรษะ การมองเห็นและการได้ยินเสื่อมลง คลื่นไส้ หงุดหงิด เจ็บหน้าอกและเป็นลม
                    3.   ถ้ามีคาร์บ๊อกซีเฮโมโกลบิน 50 - 60% หรือประมาณ 375 ส่วนในล้าน อาจทำให้หมดความรู้สึกและอาจถึงตายได้ ถ้าได้รับเป็นเวลานาน ๆ
                    4.   ถ้ามีคาร์บ๊อกซีเฮโมโโกลบิน 80% หรือประมาณ 500 ส่วนในล้าน อาจทำให้ตายได้ในทันทีทันใด
                    ตามขนาดและอัตราที่กำหนดข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่าขนาดสูงซึ่งถ้ามีในบรรยากาศ จะทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นจึงมีหลายประเทศกำหนดขนาดและอัตราที่ต่ำกว่า ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก
รถยนต์ช่วงใดที่ปล่อยก๊าซนี้มากที่สุด มีดังนี้
                    1.    รถยนต์เครื่องดีเซลล์ ช่วงที่ปล่อยคาร์บอนมอนนอกไซด์มากที่สุด คือรถประจำทาง รถบรรทุก ที่บรรทุกน้ำหนักมากเกินไป
                    2.    รถยนต์เครื่องเบนซินช่วงที่ปล่อยคาร์บอนมอนนอกไซด์มากที่สุดคือ รถที่อยู่ระหว่างเบาเครื่องจอดติดเครื่องขณะรถติด
                    3.    รถยนต์ใช้น้ำมันผสมช่วงที่ปล่อยคาร์บอนมอนนอกไซด์มากที่สุด คือ สามล้อเครื่อง ขณะบรรทุกหนักและจอดรอสัญญาณไฟ
                    ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ทำให้สุขภาพของกรุงเทพเสื่อมทรุดลงเพราะจุดที่เกินมาตรฐานมีมากแห่ง เมื่อสูดเข้าไปทุกวัน ๆ ย่อมทำให้เกิดพิษภัย คือรู้สึกปวดศีรษะ จิตใจไม่สบาย อ่อนเพลีย มีอารมณ์ฉุนเฉียว โกรธง่าย ดูคนในกรุงเทพขณะนี้เป็นคนมีสุขภาพบกพร่องเป็นคนยิ้มยากไปเสียแล้ว  แม้ว่าก๊าซนี้จะไม่ทำให้คนดับดิ้นขาดใจตายในทันทีทันใดก็ตาม แต่นับวันก็จะเพิ่มความสำคัญในด้านเป็นอันตรายมากขึ้น และนับวันก็จะเพิ่มความสำคัญในด้านเป็นอันตรายมากขึ้น และนับวันก็จะเพิ่มความสำคัญในด้านเป็นอันตรายมากขึ้น เพราะรถยนต์เพิ่มขึ้น เพราะรถยนต์เพิ่มขึ้น การถ่ายเทอากาศไม่ดี มีตึกรามบ้านช่องมากขึ้น ทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มอันตรายหากไม่ได้รับวางแผนแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ
      2.  สารประกอบของตะกั่ว (Tetraethyl Lead)
                มีสูตรเคมีคือ Pb(C2H5)4 โดยผู้ผลิตน้ำมันได้เติมสารประกอบของตะกั่วที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เตตร้าเอทิลเลต (Tetraethyl Lead) ซึ่งเป็นของเหลวใส่ลงไปในน้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่อง (ที่ใช้กับเครื่องยนต์) เพื่อให้มีออกเทนสูง (Octane bumber) สูง วิ่งเร็ว ป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์ เกิดการชักกระตุก (Antiknock Additive Substance) แต่เนื่องจากการเผาไหม้ในคอมบิวเรเตอร์ของเครื่องยนต์ ไม่สมบรูณ์จะมีสารประกอบของตะกั่วหลุดออกมา พวกตะกั่วเหล่านี้จะทำให้อากาศสกปรก โดยแผ่กระจายไปในอากาศทั่วบริเวณนั้น ๆ ยิ่งจำนวนรถยนต์ของกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ ๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สารประกอบของตะกั่วก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงานตามตัวเช่นกัน ตามสถิติในน้ำมันเบนซินมีสารตะกั่วละลายอยู่ 0.7 กรัมต่อลิตร หลังจากการเผาไหม้ในเครื่องยนต์แล้วตะกั่วประมาณ 0.4 กรัมต่อลิตร จะถูกปล่อยออกมายังสิ่งแวดล้อมทางท่อไอเสียรถยนต์ในปี 2520 ประเทศไทยยังใช้น้ำมันเบนซินประมาณ 1,600 ล้านลิตรต่อปึ หรือ 60% ของจำนวนนี้ เป็นส่วนที่ใช้ในกรุงเทพมหานคร
ฉะนั้นจะมีสารตะกั่วประมาณ 38,400 กิโลกรัมต่อปี หรือประมาณ 105.2 กิโลกรัมต่อวัน หลุดออกมาสู่สิ่งแวดล้อม สำหรับสถิติปี 2522 มีการใช้น้ำมันเพิ่มเป็น 13,600 ล้านลิตรต่อปี จะมีตะกั่วหลุดออกมามากมายเท่าใด และตะกั่วเหล่านี้ บางส่วนจะถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมในกรุงเทพ และบางส่วนจะเจือปนเข้าไปในร่างกายของคนในเมืองหลวงโดยทางลมหายใจ ส่วนที่ไม่ได้เข้าไปสู่ร่างกายของคนก็จะตกลงทับถมบนถนน หนทางและบริเวณต่าง ๆ ฝนก็จะชะเอาตะกั่วส่วนนี้ลงสู่แม่น้ำลำคลอง และเจือปน ซึ่งมีผลต่อระบบสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง
                อันตรายของตะกั่ว ที่ถูกฝนชะล้างลงสู่แม่น้ำลำคลอง ไหลลงทะเล สัตว์น้ำ เช่นปู ปลา กุ้ง หอย ก็รับเอาสารตะกั่วเข้าไปสะสมในร่างกาย เมื่อคนกินสัตว์น้ำพวกนี้เข้าไปก็ได้รับอันตรายจากพิษของตะกั่วเข้าไปด้วย โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีตะกั่วสะสมอยู่มาก คือ ปลา และหอยนางรม ที่คนเราชอบรับประทานนั่นเอง

พิษของตะกั่วที่เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์โดยทางการหายใจ
        พิษของสารตะกั่วที่มีต่อสุขภาพที่เห็นได้ชัดเจนมาก คือ นอนไม่ค่อยจะหลับ อารมณ์ไม่แจ่มใส เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ท้องผูก อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เหงือกซีด โลหิตจาง ไตพิการ ทำลายเนื้อเยื่อสมอง ทำให้ปวดศีรษะ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตจนถึงตายได้ นอกจากนี้ตะกั่วยังไปสะสมได้ในกระดูก ทั้งนี้เพราะตะกั่วมีลักษณะคล้ายแคลเซี่ยมและสามารถสะสมในเนื้อเยื่ออ่อนโดยเฉพาะในสมอง ไต และอวัยวะอื่น ๆ ได้ด้วย
        ปกติระดับของตะกั่วในเลือด จะต่ำกว่า 0.08 มิลลิกรัม / 100 ีซ.ซี. ถ้าเกินระดับนี้ถือว่าเป็นอันตราย จากการศึกษาระดับตะกั่วในเลือดของเด็กจำนวน 69 คน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ถมด้วยกากแบตเตอรี่ในเขตตำบลบางครุ 0.15 - 5.40 ส่วน ในล้านส่วน ค่าเฉลี่ย 1.28 ส่วนในล้านส่วน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.20 ส่วนในล้านส่วน เด็กที่มีตะกั่วในเลือดต่ำกว่า 0.5 ส่วนในล้านส่วน มีอยู่ร้อยละ 29 ของจำนวนเด็กทั้งหมดโดยทั่วไปแล้ว เราอาจจะพิจารณาได้ว่าระดับของตะกั่วในเลือดขนาดตั้งแต่ 1.5 ส่วนในล้านส่วน อยู่ในขั้นพื้นฐานแลทางการแพทย์อาจพบอาการที่เกิดจากพิษตะกั่วได้
            3.  ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfurdioxide , SO2)
         เป็นก๊าซที่มีกลิ่นเหม็น ทำให้ระบบทางเดินหายใจ เช่น จมูก ลำคออักเสบ ระคายเคือง ทั้งนี้เนื่องมาจากในน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์มีกำมะถันปนอยุ่ เมื่อเกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบรูณ์จะมีกาซกำมะถันปนอยู่ เมื่อเกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบรูณ์จะมีก๊าซกำมะถันหลุดออกมาทางท่อไอเสียรถยนตื ดังนั้นโรงกลั่นน้ำมันต้องกำจัดกำมะถันในน้ำมันดิบออกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก๊าซนี้มีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ เพราะเป็นตัวนำที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ทำให้สัตว์เจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้นในอัตราสูง ถ้าสูดเข้าไปเสมอ ๆ ทำให้เกิดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถ้ามากทำให้ลิ้นไก่สั้นเกิดการเกร็งหดปิดทางเดินหายใจตายทันที สำคัญที่สุดเป็นอันตรายต่อปอดในรายที่คนไข้เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจอยู่แล้ว จะมีอาการเพิ่มมากขึ้น เมื่อได้รับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ขนาด 0.25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ขนาดได้กลิ่นฉุน) บางตำราบอกว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหอบหืด ก๊าซนี้กำหนดไว้เพียง

แหล่งที่มาของข้อมูล
  •  รวบรวมจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ดร.วิจิตร บุณยะโหตระ ,ชีวิตและสิ่งแวดล้อม
  • http://www.techniccar.com/exhaust-analyzer/



วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557



วิกฤตการณ์ขยะล้นเมือง
      ภายในปี 2555 มีชาวบ้านจากหลายจังหวัดต่างออกมาร้องเรียนถึงปัญหากองขยะล้นเมืองโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต ขอนแก่น สุพรรณบุรี  โดยล่าสุด คือ จังหวัดอยุธยา ที่ออกมาร้องเรียนว่าขนาดของกองภูเขาขยะสูงเท่าตึก 8 ชั้นแล้ว!
     เมื่อสำรวจข้อมูลจากทางภาครัฐพบว่า จำนวนขยะในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างหน้าตกใจ เฉลี่ยวันละ 9,747 ตัน! ตัวเลขดีดตัวสูงขึ้นกว่าสถิติปี 2554 กว่า1,000ตัน

โดยมีคนตั้งคำถามว่าขยะมากมายนั้นมาจากไหน?
     
     2 ปัจจัยหลักของสาเหตุ คือ การเจริญเติบโตของเมือง เมื่อเมืองใหญ่ขึ้น จำนวนหมู่บ้านะผู้อยู่อาศัยก็จะมากขึ้น และจำนวนขยะมูลฝอยก็สูงขึ้นตาม  ส่วนปัจจัยถัดมา คือ ขยะสะสมจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 นั่นเอง
     ปัญหาขยะได้สะท้อนให้เห็นถึงสุขอนามัยภายในชุมชนนั้นต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเกี่ยวข้องถึงสุขภาพอนามัยของคนในชุมชนโดยตรง
      ปัจจุบันส่วนใหญ่ขยะมูลฝอยจากชุมชนและกากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมจะถูกนำไปทิ้งแบบกองเทเรี่ยราดซึ่งไร้ระบบการจัดการน้ำเสียจากขยะ ทำให้น้ำเสียไหลลงลำคลอง รวมถึงที่นาของชาวบ้านและกองขยะนูนสูงเป็นตัวล่อหนูและแมลงวันได้เป็นอย่างดีจนนายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว รมช.กระทรวงสาธารณะสุขออกโรงเตือนประชาชนแถวบ่อขยะให้ระวังเพราะอาจสะสมสารพิษโดยไม่รู้ตัว
     ปัญหาขยะมูลฝอยที่มากขึ้นหลายฝ่ายพยายามหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพสังคมภาครัฐออกรณรงค์ใช้ถุงผ้า แยกขยะ รู้จักการreuse recycle หลากหลายมาตรการที่ออกมาเชิญชวนแต่ปรากฏว่าไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพสาเหตุจากความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
      การบริโภคที่สูงขึ้นในขณะที่ประสิทธิการจัดการมูลฝอยยังไม่ถูกหลักสุขาภิบาลส่วนมากจะเป็นกองสุมๆไว้บนพื้นดินประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของปัญหาการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการขยะมูลฝอยต้องตามแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลาไม่จบสิ้น
ส่วนทางภาคเอกชนมีไอเดียที่จะสร้างโรงงานเตาเผาขยะมูลฝอยแบบไร้มลพิษและผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนแต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ถึงอย่างไรก็เป็นอีกหนทางที่ช่วยในเรื่องของปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกวันให้ลดลงและหมดไปได้และยังได้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากการเผาขยะสามารถนำไปขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถือเป็นการเพิ่มรายได้สู่ชุมชนนั้นๆ
     เรื่องขยะล้นเมืองหากจะโยนให้ภาครัฐบาลและเอกชนนั้นตามล้างตามเช็ดอยู่ผ่ายเดียวก็คงจะไม่ได้ในเมื่อต้นทางของขยะ คือ ประชาชน! ถ้าคนไม่เปลี่ยนขยะก็ไม่ลดต่อให้มีเตาเผาขยะ เป็นสิบๆแห่งก็ตาม  คนไทยเคยชินกับการทิ้งขยะแบบมักง่าย แยกขยะไม่เป็นเห็นถังสีเขียวเมื่อไรเป็นต้องทิ้งไม่ได้คิดถึงว่าขยะเป็นประเภทใด เพราะเราไม่ได้เดือดร้อนจากปัญหากองขยะเน่าเสีย ตราบใดที่ บ้านตัวเองสะอาดเป็นใช้ได้ เพราะฉะนั้นการสร้างจิตสำนึกให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกขยะและความสะอาดในชุมชน เป็นสิ่งสำคัญ
     ขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการมารองรับด้วยเช่นมีโทษปรับสำหรับครัวเรือนที่ไม่แยกขยะและทำถังขยะที่แบ่งแต่ละประเภทขยะให้มากขึ้นเป็นต้นและควรระบุโทษออกมาให้ชัดเจนและประกาศให้ประชาชนรับทราบอย่างเป็นกิจจลักษณะเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฎิบัติตามอย่างพร้อมเพรียง ส่วนในการแก้ปัญหาของปลายทางเป็นหน้าที่ของภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือระดมความคิดกันอย่างจริงจังเพราะปัญหาใหญ่คือกำลังในการกำจัดขยะน้อยกว่าจำนวนขยะ ผลก็คือขยะเหลือค้างสะสม จากการสำรวจของกรมมลพิษพบว่าประเทศไทยสามารถกำจัดขยะได้ไม่ถึงร้อยละ 70ของขยะทั้งหมด !
    การขนขยะไปวางตามชุมชนที่ไกลออกไปเห็นทีจะต้องเปลี่ยนวิธีเนื่องจากพื้นที่ไม่สามารถรองรับขยะที่นับวันตัวเลขก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหากเอกชนจะไปกว้านซื้อที่เพิ่มคงจะยากเพราะประชาชนละแวกนั้นคงออกมาต่อต้านเต็มที่ คงถึงเวลาที่รัฐบาลจะเดินหน้าอย่างเต็มที่สำหรับโครงการ เตาเผาขยะอัจฉริยะที่สามารถกำจัดขยะได้อย่างรวดเร็วและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมตอบโจทย์พลังสีเขียวที่โลกยอมรับ
    ซึ่งตอนนี้ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จับมือกับบริษัทสัญชาติจีนก่อสร้างและเดินระบบเตาเผาขยะมูลฝอยขนาด300 ถึง 500 ตันต่อวันที่ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยหนองแขมเป็นแห่งแรกและหากได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจก็ควรจะรีบขยายโครงการนี้ไปในเมืองอื่นๆเพื่อจะได้ยุติการกำจัดขยะแบบเดิมๆของไทยสักที
     การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการกำจัดขยะของกรุงเทพมหานครจากระบบฝังและกลบไปเป็นระบบใหม่ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนวัตกรรมดีๆที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังในการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองให้หมดไปแต่จะให้ดีควรเริ่มจากตัวเราซึ่งเป็นตัวต้นเหตุลองคิดสักนิดก่อนทิ้ง...ขยะคงลดได้อีกเยอะ

ที่มาของข้อมูล
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000126808
http://pr.prd.go.th/surin/ewt_news.php?nid=2122&filename=index
http://www.ecocarthai.com/
http://www.manager.co.th/mgrweekly/viewnews.aspx?newsID=9540000067814
http://www2.udru.ac.th/~sci102/Data/Unit2/Unit2-9.htm

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

 
 
 
 
                     หลังจากที่พวกเราแอดมินได้จัดทำบล๊อคที่สร้างสรรค์มาแล้วราวๆ5เรื่อง หากแต่ๆละเรื่องนั้นได้กล่าวถึงปัญหามลภาวะหรือจำพวกปัญหาความสกปรกเสียเป็นส่วนมาก ดังนั้นผมจึงได้คิดสร้างบล๊อคนี้ขึ้น บล๊อคนี้เกี่ยวข้องกับ'การทำความสะอาด'ครับ หรือที่ใครๆในปัจจุบันนี้รู้จักกันดีในนามว่า บิ๊กคลีนนิ่งเดย์
 
 
 

Big cleaning day

big cleaning day มีความหมายตรงตัวคำศัพท์ว่า วันทำความสะอาดครั้งใหญ่
หลายๆคนคงเคยได้ยิน เคยเห็น หรือบางทีอาจจะเคยได้มีส่วนในการร่วมมือมาแล้วบ้าง เกี่ยวกับการที่คนในชุมชนได้ออกมาช่วยกันทำความสะอาดพื้นที่ต่างๆของส่วนรวม สวนสาธารณะ
แนวคิดนี้เกิดจากผู้ริเริ่มคนใด เราไม่สามารถหาคำตอบได้แน่นอน หากแต่แนวความคิดนี้กลับกลายเป็นที่นิยมอย่างมากจากสังคมในยุคปัจจุบัน ผู้คนต่างให้ความร่วมมือและให้ความสำคัญกันอย่างแพร่หลาย มีการกระจายข้อมูลความรู้เกี่ยวกับการรักษาความสะอาด การป้องกันความสกปรก ในรูปแบบต่างๆในโลกโซเชียล ทั้งนี้เนื่องด้วย การกระทำดังก่าวเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง เป็นการแสดงให้เห็นถึงความสามัคคี ความมีน้ำใจ ความสามารถด้านต่างๆในการร่วมแรงร่วมใจกันของคนในสังคม
เช่นตัวอย่าง
 
1การส่งต่อความรู้ในเฟสบุ๊ค ของเพจ บิ๊กคลีนนิ่งเดย์
 
วันที่ 2 ธค. นี้ รวมพลที่ Big Cleaning ที่ศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์รังสิต
วันที่ 3 ธค. นี้ ทำความสะอาดโดยรอบมหาวิทยาลัยบริเวณ อาคารเรียนรวมสังคมศาสตร์ (SC) - อาคารบรรยายรม 1(บร.1) - ถนนตลาดวิชา - โรงอาหารกลาง ถึงตึกกิจกรรมนักศึกษาค่ะ
มากัยเยอะๆนะคะ งานนี้รวมแรงร่วมใจชาวธรรมศาสตร์ รวมถึงอาสาสมัครทั่วไปค่ะ

             
 2การร่วมมือกันอย่างเปิดเผยของคนในชุมชนต่างๆ ดังรูป
 
เว็บอ้างอิง
www.jorpor.com/SA/...htm
 

วันศุกร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2557


"วันคุ้มครองโลก" คือทุกวัน

       

       วันคุ้มครองโลกก่อรูปขึ้นในสหรัฐอเมริกาจากปี พ.ศ. 2505 แต่ขบวนการเคลื่อนไหวสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ ใช้เวลาเกือบ 10 ปีถัดมาคือในปี 2512 เมื่อสมาชิก วุฒิสภาเกย์ลอร์ด เนลสัน ผลักดันให้มีการชุมนุมประชาชนระดับรากหญ้าทั่วประเทศขึ้น ชาวอเมริกันกว่า 20 ล้านคนออกมาบนท้องถนนและในพื้นที่สาธารณะเพื่อร่วมรณรงค์ ปกป้องสิ่งแวดล้อมในวันที่ 22 เมษายน 2513 มีการตั้งองค์การพิทักษ์สิ่งแวดล้อมแห่ง สหรัฐอเมริกา(United State Environmental Protection Agency หรือ USEPA) นำไปสู่การออกกฎหมายอากาศสะอาด น้ำสะอาดและกฎหมายคุ้มครองสัตว์ป่าและ พืชพรรณที่ใกล้จะสูญพันธุ์      
       วันคุ้มครองโลก(Earth Day)ในแต่ละปีมีหัวข้อของการเฉลิมฉลอง ในปี 2557 นี้ ทั่วโลกจะร่วมกันรณรงค์ประเด็นสิ่งแวดล้อม นั่นคือ “เมืองสีเขียว(Green Cities)” จากรายงานของ UN Habitat ในปี 2555 อัตราส่วนของประชากรทั่วโลกที่อาศัยในเขตเมือง มีสูงกว่าประชากรในเขตชนบทเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และการเปลี่ยนแปลงนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ในขณะที่วิกฤตสภาพภูมิอากาศสุดขั้วมากขึ้น ความจำเป็นในการสร้างชุมชนที่ยั่งยืนก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น หากเรามีการลงทุนที่ชาญฉลาดในเทคโนโลยีที่ยั่งยืน มีนโยบายสาธารณะคำนึงถึงอนาคตและพลเมืองที่ตระหนักและตื่นรู้ เราสามารถเปลี่ยนแปลงเมืองที่เราอาศัยอยู่และปั้นแต่งอนาคตที่เราต้องการได้
      ปลายปี 2549 กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในมหานคร 40 แห่งทั่วโลกที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มเมืองใหญ่ผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ(C40 Cities Climate Leadership Group) มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีที่สะอาด การถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้ด้านการจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมถึงการยกคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมือง
      หลายปีผ่านไป เมืองหลายเมืองขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างน่าสนใจ เช่น กรุงโคเปนเฮเกนของเดนมาร์กจะเป็นเมืองแรกของโลกที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในสภาพสมดุล (Carbon Neutral) ภายในปี 2568 โดยการเน้นการปรับปรุงยกระดับประสิทธิภาพอาคารและตึกรามบ้านช่องที่มีส่วนในการปล่อยถึงร้อยละ 75 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของทั้งประเทศ
     เม็กซิโกซิตี้สามารถเปลี่ยนจากเมืองที่มีมลพิษทางอากาศเลวร้ายที่สุดแห่งหนึ่งในโลกโดยดำเนินโครงการ ProAire คือเอารถยนต์ออกจากท้องถนนเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้กับระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพ การใช้จักรยานร่วมกันและการเพิ่มทางเดินเท้า 
       หลังจากพายุเฮอร์ริเคนแซนดี้เข้าทำลายเมือง ผู้บริหารมหานครนิวยอร์กวางแนวทางให้เมืองมีความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติโดยยกระดับประสิทธิภาพโครงการข่ายสายส่งไฟฟ้า ระบบขนส่งมวลชน ระบบอาคาร ระบบการสื่อสาร และระบบน้ำและอาหาร ส่วนเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกได้ตั้งเป้าจัดการของเสียเหลือศูนย์ภายในปี 2563
     มหานครกรุงเทพของเรามีศักยภาพที่จะเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เมืองอื่นๆ ได้นำไปปฏิบัติ สิ่งที่เห็นขณะนี้คือเรายังมุ่ง "สร้างภาพลักษณ์” ว่าเป็นเมืองที่ตระหนักถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล มากกว่าที่จะลงมือให้สัมฤทธิผลและขยายเป็นปฏิบัติการที่ผู้คนในเมืองทำเป็นกิจวัตร
     แม้ว่า เราจะมีบทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 ที่บอกเราว่า เมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเรานั้นเปราะบางต่อความเกรี้ยวกราดของธรรมชาติมากกว่าที่เราคิดไว้ แทนที่เราจะคิดไปข้างหน้า เรากลับถอยไปหยิบเอาวิธิการสำเร็จรูปมาใช้โดยเรียกว่า ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนและระบบแก้ไขปัญหาอุทกภัย  ที่มีวงเงินกู้สูงนับ 3.5 แสนล้านบาท โดยฝันว่าจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและภัยแล้งตั้งแต่ภาคเหนือลงมาจนถึงกรุงเทพฯ
     พื้นที่หลายแห่งในกรุงเทพฯ มีศักยภาพที่จะเป็นพื้นที่สีเขียวและพื้นที่เชิงสร้างสรรค์ ตัวอย่างเช่น "มักกะสัน” ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวราว 700 ไร่ ที่ยังอุดมสมบูรณ์ ทำหน้าที่เป็นปอดฟอกมลพิษจากการจราจรที่แออัดของกรุงเทพฯ เป็นแก้มลิงกลางเมืองหลวง และเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย
      อีกพื้นที่หนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในเขตกรุงเทพฯ แต่เป็น “ปอด” ให้กับมหานครและพื้นที่โดยรอบคือ พื้นที่สีเขียวกระเพาะหมู หรือ พื้นที่สีเขียวบางกะเจ้า ใน อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีเนื้อที่ราว 11,819 ไร่  และ Time magazine ยกให้เป็น “โอเอซิสแห่งเมืองที่เยี่ยมที่สุดในเอเชีย(The best urban oasis of Asia)”ในปี 2549 ขณะนี้กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงผังเมืองและการรุกคืบของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการขายจินตนาการรูปแบบการใช้ชีวิตสมัยใหญ่บนความเขียวและเสน่ห์ของ “บางกระเจ้า” ที่มาจากวิถีชาวสวนดั้งเดิมของชาวพระประแดงผสมผสานกับป่าชายเลนตามธรรมชาติพื้นที่สามน้ำ เค็ม-กร่อย-จืด
      ในปี 2557 นี้ แม้จะไม่มีการรณรงค์ที่โดดเด่นในวันคุ้มครองโลกในประเทศไทยอันเนื่องมาจากเงื่อนไขหลายประการ แต่สิ่งที่พลเมืองได้ลงมือปฏิบัติอย่างต่อเนื่องนั้นส่งผลสะเทือนในระดับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการหยุดเขื่อนแม่วงก์ที่โต้แย้งความไม่สมเหตุสมผลการจัดการทรัพยากรน้ำแบบรวมศูนย์ ปฏิบัติการว่าด้วย “ต้นไม้” ในเมืองและริมถนนของกลุ่มเราอยากให้มักกะสันเป็นสวนสาธารณะและพิพิธภัณฑ์   และกลุ่มบิ๊กทรี ปฏิบัติการว่าด้วย “ต้นไม้” ริมทางหลวงของคนรักเมืองน่านและเครือข่ายประชาชนอนุรักษ์มรดกโลกเขาใหญ่ นี้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพลเมืองนับพันที่ช่วยกันดูแลบ้านเมืองในวาระวันคุ้มครองโลกซึ่งแท้ที่จริงเราสามารถทำได้ทุกวัน

ที่มา
  • http://www.greenpeace.org/seasia/th/news/blog1/blog/48994/