การปลูกป่า...
ขั้นตอนการปลูกป่า ที่ไม่มีใครจะคำนึงถึงนัก?
โดยปกติทั่วไปมักจะคิดว่าการปลูกป่าเป็นของง่าย
เพราะความเคยชินที่เมื่อผ่านไปที่ไหน ๆ ก็พบป่าขึ้นอยู่ทั่วประเทศ
แต่การสร้างป่านั้นต้องมีขั้นตอนเพื่อเป็นการประหยัดเวลา
จะขอสรุปภาพประกอบเป็นขั้นตอน
เพื่อความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับกิจกรรมที่สำคัญ ๆ ในการปลูกป่า
การเตรียมการก่อนปลูกป่า,การปลูกป่าในเขตป่าอนุรักษ์
จัดหาพื้นที่ปลูก
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้สำรวจพื้นที่แปลงปลูกป่าพร้อมทั้งจัดทำแผนที่ไว้เรียบร้อยแล้ว
ผู้ร่วมโครงการ สามารถติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ประจำแปลงปลูก จัดหาแผนที่
ตัดทางคมนาคมเข้าไปดำเนินงาน (กรณีที่จำเป็น) จัดหาแหล่งคนงานให้เพียงพอ
กรณีพื้นที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ต้องจัดสร้างบ้านพักชั่วคราวสำหรับคนงาน มีรถยนต์รับส่งคนงาน
จัดสวัสดิการในการอยู่กิน เพราะแหล่งคนงานนับเป็นหัวใจของการดำเนินงานปลูกป่า
เตรียมชนิดพันธุ์ไม้ที่จะปลูก
ปกติจะต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กันกับการจัดหาพื้นที่
โดยเลือกชนิดไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่
จัดหาเมล็ดไม้และเตรียมกล้าในบริเวณพื้นที่ปลูก
เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งกล้าไม้ ให้ผู้ร่วมโครงการ
กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจะจัดเตรียมกล้าไม้
กำหนดชนิดไม้ให้พร้อมขนส่งไปยังแปลงปลูก ผู้ร่วมโครงการ
เพียงจัดเตรียมพื้นที่ปลูกและดำเนินการปลูก พร้อมทั้งดูแลรักษาจนครบอายุ ซึ่ง กฟผ.
กำหนดการปลูกและบำรุงรักษาแต่ละแปลงเป็นเวลา 5 ปี
จึงส่งมอบพื้นที่ปลูกให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชรับไปดูแลรักษาต่อ
การเตรียมพื้นที่ปลูกป่า
เมื่อทราบแปลงปลูกที่แน่แล้วก็ให้แผ้วถางวัชพืชพวกหญ้าและไม้พุ่มขนาดเล็กเท่าที่จำเป็นต่อการปลูกต้นไม้
พยายามถางพื้นที่ให้ทำงานได้สะดวก โดยไม่ให้การตัดต้นไม้
หรือลูกไม้มีค่าที่ขึ้นอยู่เดิมในพื้นที่ และไม่ให้ทำการจุดไฟเผาวัชพืชโดยเด็ดขาด
กวาดวัชพืชและไม้พุ่มเล็กไปกองรวมไว้
อาจจะจัดกองเป็นแนวตามยาว หรือกองไว้เป็นกลุ่ม ๆ
แล้วปล่อยให้วัชพืชแห้งเป็นปุ๋ยแก่ดินเอง การรวมวัชพืชที่ถางเป็นแนวยาว ๆ
เหมาะสำหรับที่ที่มีความลาดชัน เพื่อเป็นวัสดุกันน้ำไหลชะหน้าดินเมื่อมีฝนตก
การดำเนินงานขอให้ใช้แรงคน หากพื้นที่กว้างมาก ๆ ต้องทำทางลำลองกว้างประมาณ 6-8
เมตร แบ่งพื้นทีเป็นส่วน ๆ ส่วนละประมาณ 100-200 ไร่
เพื่อใช้เป็นทางขนกล้าไม้เข้าไปปลูก และเป็นแนวป้องกันไฟต่อไปในฤดูแล้ง
ทางนี้อาจเพียงใช้คนงานถาง เพื่อให้รถวิ่งเข้าได้ไม่ลำบาก
สำหรับขอบแปลงปลูกป่าให้ทำถนนลำลองใช้เป็นทางตรวจการณ์ ขนส่งกล้าไม้
และเป็นแนวป้องกันไฟไปพร้อม ๆ กัน มีขนาดกว้าง 8-10 เมตร
การเตรียมพื้นที่ควรดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม - เดือนเมษายน
การกำหนดตำแหน่งปลูก
โดยปกติจะใช้หลักไม้ไผ่รวกขนาดโตเท่าหัวแม่มือยางประมาณ
1 เมตร ปักหมายตำแหน่งที่จะขุดหลุมปลูกต้นไม้ ซึ่งเหมาะสำหรับที่ลาดเขา
จะได้สังเกตเห็นได้ง่ายและเป็นการสะดวกในการบอกตำแหน่งต้นไม้ที่ปลูกไว้
และสะดวกในการตรวจสอบต้นไม้ว่าจะรอดตาย หรือจะต้องปลูกซ่อมใหม่หรือไม่
หลักไม้ไผ่นี้ยังใช้เป็นเสาผูกกล้าไม้ เพื่อไม่ให้ลมพัดโยกไปมาหลังปลูก
ป้องกันการกระแทกของราก กล้าไม้จะได้ตั้งตัวได้เร็วขึ้น
การปักหมายตำแหน่งปลูกนี้ให้ห่างกันได้ตั้งแต่ 2-4 เมตร ไม่เป็นแถวเป็นแนว
กระจายทั่วไปในพื้นที่ไร่ละไม่น้อยกว่า 100 หลัก ถางวัชพืชรอบหลักเส้นผ่าศูนย์กลาง
1-2 เมตร สำหรับพื้นที่ราบหากขาดแคลนหลักไม้ไผ่
อาจใช้ปูนขาวหยอดเพื่อให้สังเกตเห็นได้ชัดเวลาปลูกก็ให้ขุดหลุมข้าง ๆ ปูนขาวแทน
แต่สำหรับ การปลูกไม้ป่าโดยใช้เหง้า เช่น ไม้สัก ไม้ประดู่ หรือสีเสียดแก่น
ต้องใช้หลักไม้ไผ่เพื่อบอกตำแหน่งไว้ให้เด่นชัด
เพราะการปลูกด้วยเหง้าจะสังเกตเห็นต้นไม้ได้ยาก
การกำหนดตำแหน่งปลูก
หากมีกลุ่มไม้ใหญ่อยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้เพิ่ม
เพราะไม้ใหญ่อาจบังแสงหรือเรือนรากอาจแย่งอาหารกล้าไม้ที่ปลูก และกล้าไม้จะตาย ซึ่งลำบากต่อการปลูกซ่อม
บริเวณที่เป็นป่าไผ่ให้เปิดแสงพอให้กล้าไม้ได้รับแสง
และขจัดการแก่งแย่งทางเรือนรากด้วย
การดำเนินการในขั้นนี้ควรให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝนหรือก่อนเดือนพฤษภาคม
การขุดหลุมปลูกต้นไม้
หลุมที่จะปลูกควรใช้จอบขุดเป็นหลุมสี่เหลี่ยมกว้าง
x ยาว
ด้านละ 1 หน้าจอบ หรือประมาณ 1 ฟุต ลึกประมาณ 1 ฟุต
หลุมที่ขุดติดอยู่กับหลักหมายตำแหน่งปลูก
เมื่อขุดหลุมแล้วพยายามให้ดินที่ขุดมากองอยู่บริเวณขอบปากหลุม
เพื่อจะใช้กลบเมื่อเวลาปลูกต้นไม้ เมื่อขุดหลุมแล้วต้องแต่งก้นหลุม
โดยใช้จอบสับดินก้นหลุมให้แตก แล้วปล่อยทิ้งไว้ในหลุมให้เกิดการร่วนซุย
ตากดินไว้ประมาณ 2-3 วัน โดยปกติการขุดหลุมจะทำในต้นฤดูเมื่อฝนตกครั้งแรก
จะทำให้ดินยังมีความชื้นอยู่ การขุดก็ง่าย การทำงานบนที่ลาดเขา ผู้ขุดยืนด้านล่าง
และขุดจากด้านล่างขึ้นหายอดเขา
ปกติการจัดเตรียมกล้าไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
จะใช้ถุงขนาด 4 x 6
นิ้ว หรือ 5 x 5
นิ้ว แล้วแต่ขนาดและชนิดของกล้าไม้ ดังนั้นหากหลุมลึกเกินไปให้ใช้ดินเกลี่ย
พร้อมกับหญ้าแห้งหรือฟางข้าว ขุยมะพร้าวพร้อมปุ๋ยคอก หรือสารอมความชื้น โพลิเมอร์
รองไว้ก้นหลุมให้สูงพอประมาณ
คะเนให้ส่วนของลำต้นของกล้าไม้พ้นดินเช่นเดียวกับเมื่ออยู่ในถุงกล้า
ขั้นตอนการขุดหลุมควรจะเสร็จภายในต้นฤดูฝน หรือเดือนพฤษภาคม
กรณีการปลูกด้วยเหง้าไม่ต้องขุดหลุม ใช้ชะแลงเจาะรูดินแทน
การเตรียมกล้าไม้
หัวใจของการปลูกป่าอยู่ที่การเตรียมกล้าไม้ให้ได้ขนาด
และปริมาณพอในการปลูกซ่อม การเตรียมกล้าไม้เพื่อการปลูกป่าจะต้องเตรียมบริเวณใกล้
ๆ กับพื้นที่ปลูกป่า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและแรงงาน
หากจะเตรียมกล้าไม้เองจำเป็นจะต้องสร้างเรือนเพาะชำ
และมีพื้นที่โล่งเพื่อทำแปลงเพาะไปพร้อม ๆ กัน ใช้พื้นที่ประมาณ 3-5 ไร่
แล้วแต่ปริมาณกล้าไม้ที่เตรียม โดยปกติที่ 1 ไร่ จะวางกล้าไม้ได้ประมาณ 200,000
กล้า กล้าไม้เมื่อเริ่มชำลงถุงพลาสติกต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด
อาจต้องวางไว้ในเรือนเพาะชำชั่วคราวที่สร้างขึ้นในช่วง 2-3 เดือนแรก
เมื่อกล้าเริ่มโตอาจย้ายไปวางใต้ร่มไม้บริเวณใกล้เคียงได้
ขั้นตอนในการเตรียมกล้าไม้ขอให้ดูรายละเอียดจากเอกสารเพราะชำกล้าไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
หากจะสร้างแหล่งเพราะชำผลิตกล้าไม้ มีข้อคำนึงที่ควรจะปฏิบัติดังนี้
1. แหล่งเพาะชำต้องเป็นที่ราบ
อยู่ใกล้แหล่งน้ำและมีน้ำเพียงพอรดกล้าไม้
2.
หากไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติต้องจัดสร้างขึ้นมาใหม่
3.
สามารถที่จะหาดินเพื่อใช้ในการเพาะชำกล้าได้ง่าย
4. ใกล้แหล่งแรงงานและสะดวกในการคมนาคม
กล้าไม้ที่นำไปปลูกป่าต้องมีความสูงไม่ต่ำกว่า
30 เซนติเมตร เพาะในถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้ว หรือ 5 x8 นิ้ว แล้วแต่ชนิดไม้
อย่างไรก็ตามผู้ร่วมโครงการ สามารถรับกล้าไม้ได้จากแหล่งเพาะชำกล้าไม้
ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ทั่วประเทศ
และสอบถามรายละเอียดได้จากหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ทุกแห่ง
ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ใช้ช้างลากกล้าไม้เพื่อขึ้นไปปลูกบนเขาสูง
การขนส่งกล้าไม้
หน่วยเพาะชำกล้าไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช
ในท้องที่จะดำเนินการขนส่งกล้าไม้ ไปยังแปลงปลูกป่า การขนส่งกล้าไม้โดยปกติ
จะใช้รถบรรทุกจัดเป็นชั้น ๆ โดยใช้ไม้อัดรองเป็นพื้น รถที่เขนต้องมีหลังคาผ้าใบคลุม
บรรทุกได้เที่ยวละ 2,000 -10,000 กล้า
กล้าไม้บางชนิดที่แข็งแกร่งพออาจจะบรรทุกโดยไม่ใช้ชั้นรอง
แต่ใช้วางซ้อนสลับช่องได้เลย ก่อนขนส่งไม่ควรรดน้ำ เพราะจะทำให้น้ำหนักมาก
และตุ้มดินที่หุ้มรากจะแตกได้ง่าย เนื่องจากมีความชื้นสูง
เมื่อขนกล้าไม้ถึงแปลงปลูก
ควรวางกล้าไม้ไว้ในร่มและรดน้ำให้ฟื้นตัว ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์
จึงนำไปปลูกหรือเลือกในช่วงฝนตกจึงนำไปปลูก
การขนส่งเข้าไปแปลงปลูกก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการขนมาจากแหล่งเพาะชำ
แต่ภาชนะที่ใช้บรรจุกล้าไม้ ควรใช้ลังพลาสติกหรือลังไม้สี่เหลี่ยม ลักษณะเป็นกล่องเปิดด้านบน
ใช้กล้าไม้บรรจุในลัง เมื่อถึงแปลงปลูกจะได้ยกไปยังหลุมปลูกทั้งลัง
และแยกวางไว้หลุมละ 1 กล้า เพื่อเตรียมลงหลุมปลูกต่อไป
เทคนิคการปลูก
การปลูกต้นไม้ป่าก็เช่นเดียวกับการปลูกพืชสวนทั่ว
ๆ ไป หากได้รับการปฏิบัติดี มีการใช้วัสดุอมความชื้นรองก้นหลุม
และมีความชื้นเพียงพอก็จะได้ผลสูง แต่การปลูกไม้ป่าเป็นพื้นที่มาก ๆ นั้น
การดูแลเช่นเดียวกับพืชสวนย่อมทำได้ลำบาก หลักการทั่ว ๆ ไปก็คงดำเนินเช่นเดียวกัน
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ฤดูกาลปลูกและช่วงระยะเวลาพอเหมาะกับฝนตก
หากพลาดแม้เพียงหนึ่งเดือน ก็จะไม่ได้ผลตามที่คาดการณ์เอาไว้ ดังนั้น
ทุกคนต้องคำนึงไว้เสมอว่า
ต้องเตรียมการปลูกให้ทันฤดูกาลและปลูกให้ถูกช่วงฝนตกดินอิ่มน้ำ
แต่ละท้องที่อาจจะมีฝนตกไม่เหมือนกัน โปรดจำไว้ว่า การปลูกป่าต้องอาศัยน้ำฝน
กิจกรรมหลักของการปลูกป่าที่จะต้องถูกบังคับด้วยฤดูการก็มีเพียงสี่กิจกรรมคือ
การเตรียมกล้าไม้ การเตรียมพื้นที่ปลูก การปลูก และการดูแลรักษาหลังการปลูก
ส่วนกิจกรรมย่อยอื่น ๆ ก็มีส่วนสัมพันธ์ที่มีผลต่อการดำเนินการเช่นกัน
แต่สามารถจัดทำล่วงหน้าได้
การปลูกต้นไม้ป่าจะต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ
เพราะเมื่อปลูกแล้วเราจะต้องปล่อยต้นไม้ไว้ให้ธรรมชาติดูแลรักษา
ขั้นตอนช่วงนี้จึงสำคัญมากควรจะปฏิบัติดังนี้
-
ก่อนปลูกต้นไม้ต้องรดน้ำก่อนเพื่อให้ตุ้มดินหุ้มรากชุ่ม
- ตรวจสอบดูหลุมปลูกไม่ให้ลึกจนเกินไป
และก้นหลุมควรรองด้วยสารอมความชื้นพวกโพลิเมอร์ ฟางข้าวหรือขุยมะพร้าว
และควรมีปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม หากเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใช้สูตร
15-15-15 หรือสูตร 15-30-15 โดยใส่กับหลุมประมาณสองช้อนโต๊ะ คลุกเข้ากับดินร่วน
- ใช้มีดหรือของมีคมตัดถุงพลาสติกตามแนวยาว
จากปากถุงถึงก้นถุง แล้วค่อย ๆ แกะถุงพลาสติกออก
- ประคองตุ้มดินส่วนที่หุ้มราก ค่อย ๆ
วางลงในหลุมปลูก
- วางต้นไม้ลงหลุมปลูกให้ต้นไม้ตั้งตรง
และให้รอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับดินเดิมที่ปากหลุม (ดูรูปประกอบ)
- ใช้ดินกลบให้แน่น ไม่ให้ต้นไม้โยกคอน
หากกล้าไม้สูงเกินไปให้ใช้หลักไม้ไผ่ที่เป็นหลักหมายแนวปลูกปักข้างกล้าไม้
และใช้เชือกผูกกล้าไม้กับหลักไม้ไผ่เพื่อกันกล้าไม้โยกเมื่อ ถูกลมพัด
และเป็นการช่วยให้รากตั้งตัวได้เร็วขึ้น
- ถุงพลาสติกที่แกะออกให้ฝังดินไว้ในหลุมปลูก
เพื่อป้องกันมลภาวะในพื้นที่ป่า
สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ
ที่ประสงค์จะปลูกไม้สัก ซึ่งใช้เหง้าปลูก หรือไม้อื่น ๆ ซึ่งปลูกโดยระบบเปลือยราก
คือไม่มีตุ้มดินหุ้มรากขณะที่ทำการปลูก ไม่ต้องมีการเตรียมหลุมปลูกเช่นที่บรรยายมา
การปลูกให้ใช้ชะแลงปักตรง ๆ ลงบนพื้นดิน
โยกปลายชะแลงเล็กน้อยเพื่อให้รูด้านบนกว้างขึ้น ให้รูชะแลงลึกประมาณ 6-8 นิ้ว
ให้กะความยาวของเหง้าดูด้วย
ใช้เหง้าสักหย่อนลงในรูชะแลงให้ส่วนบนของเหง้าโผล่เหนือผิวดินประมาณ 1 นิ้ว
โดยให้สังเกตเห็นตา 1 คู่ บนคอรากของเหง้าโผล่เหนือพื้นดินประมาณ 1 เซนติเมตร
แล้วใช้เท้าเหยียบดินข้าง ๆ ให้แน่น ไม่ให้มีช่องอากาศระหว่างดินและเหง้า
มิฉะนั้นอากาศร้อนที่แทรกอยู่ในช่วงอากาศจะทำให้รากแห้งตายได้
กรณีเป็นเหง้าไม้ชนิดอื่น อาจใช้จอบขุดเพียงหนึ่งหน้าจอบ แล้วหย่อนราก (เหง้า)
ไม้ลงไป และอัดดินให้แน่นเช่นเดียวกัน หลักการดายวัชพืชอื่น ๆ
คงปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกด้วยตุ้มดิน (ระบบถุงพลาสติก)การปลูกป่าในบริเวณพื้นที่ภูเขาที่ลาดชันที่มีการพังทลายของดินสูง
ให้นำหญ้าแฝกปลูกเสริมในบริเวณพื้นที่พร้อม ๆ กับการปลูกป่า
การบำรุงรักษา
เมื่อปลูกต้นไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว
ควรมีการดายหญ้าและวัชพืชบริเวณปากหลุมให้ห่างออกไปจากหลุมในรัศมี 50 เซนติเมตร
ถึง 1 เมตร (แล้วแต่ความสูงของวัชพืชข้างเคียง)
เพื่อป้องกันการแก่งแย่งแสงแดดและอาหารทางเรือนราก
สำหรับวัชพืชที่ถางไว้เมื่อครั้งเตรียมพื้นที่ปลูก
หากเป็นหญ้าที่แห้งตายสนิทแล้วก็ควรเอามาคลุมบริเวณหลุมปลูก
เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นเมื่อฝนตก
การป้องกันวัชพืชขึ้นรบกวนต้นไม้ที่ปลูก
โดยใช้วัสดุคลุมดินเป็นแผ่นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 ซม.
ทำด้วยเยื่อกระดาษที่นำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ ตามขบวนการผลิตพิเศษ
ขนส่งได้ง่ายไม่กินเนื้อที่ นำมาวางให้กล้าไม้อยู่กลางแผ่น
ข้อดีของแผ่นคลุมดินนี้คือช่วยรักษาความชื้นในดินและไม่ทำลายสภาพแวดล้อม
เพราะภายในหนึ่งปี แผ่นคลุมดินนี้จะผุผังสลายตัวตามขบวนการธรรมชาติ
กลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย
ปกติการปลูกจะแล้วเสร็จก่อนสิ้นฤดูฝนประมาณหนึ่งเดือน
หลังจากการปลูกแล้ว 2-3 เดือน ต้องมีการถางวัชพืชพวกหญ้าให้แก่ต้นไม้ที่ปลูก
ครั้งนี้อาจจะถางเพียงป้องกันการแย่งแสง ถางวัชพืชที่คลุมกล้าไม้ออก
แต่ต้องถางให้เรียบจนชิดต้นรอบ ๆ ต้นห่างออกไปข้างละ 1 เมตร
หญ้าที่ถางให้รวมไว้เป็นกองห้ามเผาปล่อยให้เป็นปุ๋ยบำรุงดินต่อไป
เมื่อถางแล้วหากพบต้นไม้ตายก็ให้ปลูกซ่อมไปพร้อมๆ
กันเลย เพราะจะเป็นช่วงที่มีฝนอยู่คือ ประมาณ เดือนสิงหาคม - เดือนตุลาคม
หากต้องการเก็บสถิติการรอดตายก็สามารถทำได้ในช่วงนี้
การบำรุงรักษาในปีที่ 2 , 3 , 4
และ 5 โดยปกติจะทำการดายหญ้าปีละอย่างน้อย 2 ครั้งคือ
ช่วงกลางฤดูฝนและต้นฤดูแล้งเพื่อป้องกันไฟ และเปิดช่องให้ต้นไม้ได้รับแสงเต็มที่เป็นการเสริมการเจริญเติบโตเมื่อเริ่มฤดูฝนถัดไป
และทำการปลูกซ่อมไปพร้อม ๆ กัน
อ้างอิง
http://www2.egat.co.th/treeforking/afforest.php