วิกฤตการณ์ขยะล้นเมือง
ภายในปี 2555 มีชาวบ้านจากหลายจังหวัดต่างออกมาร้องเรียนถึงปัญหากองขยะล้นเมืองโดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต ขอนแก่น สุพรรณบุรี โดยล่าสุด คือ จังหวัดอยุธยา ที่ออกมาร้องเรียนว่าขนาดของกองภูเขาขยะสูงเท่าตึก 8 ชั้นแล้ว!
เมื่อสำรวจข้อมูลจากทางภาครัฐพบว่า จำนวนขยะในประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างหน้าตกใจ เฉลี่ยวันละ 9,747 ตัน! ตัวเลขดีดตัวสูงขึ้นกว่าสถิติปี 2554 กว่า1,000ตัน
โดยมีคนตั้งคำถามว่าขยะมากมายนั้นมาจากไหน?
2 ปัจจัยหลักของสาเหตุ คือ การเจริญเติบโตของเมือง เมื่อเมืองใหญ่ขึ้น จำนวนหมู่บ้านะผู้อยู่อาศัยก็จะมากขึ้น และจำนวนขยะมูลฝอยก็สูงขึ้นตาม ส่วนปัจจัยถัดมา คือ ขยะสะสมจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 นั่นเอง
ปัญหาขยะได้สะท้อนให้เห็นถึงสุขอนามัยภายในชุมชนนั้นต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเกี่ยวข้องถึงสุขภาพอนามัยของคนในชุมชนโดยตรง
ปัจจุบันส่วนใหญ่ขยะมูลฝอยจากชุมชนและกากของเสียจากภาคอุตสาหกรรมจะถูกนำไปทิ้งแบบกองเทเรี่ยราดซึ่งไร้ระบบการจัดการน้ำเสียจากขยะ ทำให้น้ำเสียไหลลงลำคลอง รวมถึงที่นาของชาวบ้านและกองขยะนูนสูงเป็นตัวล่อหนูและแมลงวันได้เป็นอย่างดีจนนายแพทย์ ชลน่าน ศรีแก้ว รมช.กระทรวงสาธารณะสุขออกโรงเตือนประชาชนแถวบ่อขยะให้ระวังเพราะอาจสะสมสารพิษโดยไม่รู้ตัว
ปัญหาขยะมูลฝอยที่มากขึ้นหลายฝ่ายพยายามหามาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพสังคมภาครัฐออกรณรงค์ใช้ถุงผ้า แยกขยะ รู้จักการreuse recycle หลากหลายมาตรการที่ออกมาเชิญชวนแต่ปรากฏว่าไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพสาเหตุจากความเจริญทางด้านเศรษฐกิจและสังคม
การบริโภคที่สูงขึ้นในขณะที่ประสิทธิการจัดการมูลฝอยยังไม่ถูกหลักสุขาภิบาลส่วนมากจะเป็นกองสุมๆไว้บนพื้นดินประกอบกับประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของปัญหาการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมทำให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการขยะมูลฝอยต้องตามแก้ไขปัญหาอยู่ตลอดเวลาไม่จบสิ้น
ส่วนทางภาคเอกชนมีไอเดียที่จะสร้างโรงงานเตาเผาขยะมูลฝอยแบบไร้มลพิษและผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนแต่ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ถึงอย่างไรก็เป็นอีกหนทางที่ช่วยในเรื่องของปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นทุกวันให้ลดลงและหมดไปได้และยังได้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากการเผาขยะสามารถนำไปขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคถือเป็นการเพิ่มรายได้สู่ชุมชนนั้นๆ
เรื่องขยะล้นเมืองหากจะโยนให้ภาครัฐบาลและเอกชนนั้นตามล้างตามเช็ดอยู่ผ่ายเดียวก็คงจะไม่ได้ในเมื่อต้นทางของขยะ คือ ประชาชน! ถ้าคนไม่เปลี่ยนขยะก็ไม่ลดต่อให้มีเตาเผาขยะ เป็นสิบๆแห่งก็ตาม คนไทยเคยชินกับการทิ้งขยะแบบมักง่าย แยกขยะไม่เป็นเห็นถังสีเขียวเมื่อไรเป็นต้องทิ้งไม่ได้คิดถึงว่าขยะเป็นประเภทใด เพราะเราไม่ได้เดือดร้อนจากปัญหากองขยะเน่าเสีย ตราบใดที่ บ้านตัวเองสะอาดเป็นใช้ได้ เพราะฉะนั้นการสร้างจิตสำนึกให้เห็นถึงความสำคัญของการแยกขยะและความสะอาดในชุมชน เป็นสิ่งสำคัญ
ขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการมารองรับด้วยเช่นมีโทษปรับสำหรับครัวเรือนที่ไม่แยกขยะและทำถังขยะที่แบ่งแต่ละประเภทขยะให้มากขึ้นเป็นต้นและควรระบุโทษออกมาให้ชัดเจนและประกาศให้ประชาชนรับทราบอย่างเป็นกิจจลักษณะเพื่อกระตุ้นให้เกิดการปฎิบัติตามอย่างพร้อมเพรียง ส่วนในการแก้ปัญหาของปลายทางเป็นหน้าที่ของภาครัฐและภาคเอกชนต้องร่วมมือระดมความคิดกันอย่างจริงจังเพราะปัญหาใหญ่คือกำลังในการกำจัดขยะน้อยกว่าจำนวนขยะ ผลก็คือขยะเหลือค้างสะสม จากการสำรวจของกรมมลพิษพบว่าประเทศไทยสามารถกำจัดขยะได้ไม่ถึงร้อยละ 70ของขยะทั้งหมด !
การขนขยะไปวางตามชุมชนที่ไกลออกไปเห็นทีจะต้องเปลี่ยนวิธีเนื่องจากพื้นที่ไม่สามารถรองรับขยะที่นับวันตัวเลขก็ยิ่งเพิ่มสูงขึ้นหากเอกชนจะไปกว้านซื้อที่เพิ่มคงจะยากเพราะประชาชนละแวกนั้นคงออกมาต่อต้านเต็มที่ คงถึงเวลาที่รัฐบาลจะเดินหน้าอย่างเต็มที่สำหรับโครงการ เตาเผาขยะอัจฉริยะที่สามารถกำจัดขยะได้อย่างรวดเร็วและไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมตอบโจทย์พลังสีเขียวที่โลกยอมรับ
ซึ่งตอนนี้ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จับมือกับบริษัทสัญชาติจีนก่อสร้างและเดินระบบเตาเผาขยะมูลฝอยขนาด300 ถึง 500 ตันต่อวันที่ศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยหนองแขมเป็นแห่งแรกและหากได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจก็ควรจะรีบขยายโครงการนี้ไปในเมืองอื่นๆเพื่อจะได้ยุติการกำจัดขยะแบบเดิมๆของไทยสักที
การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการกำจัดขยะของกรุงเทพมหานครจากระบบฝังและกลบไปเป็นระบบใหม่ที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมนวัตกรรมดีๆที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังในการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองให้หมดไปแต่จะให้ดีควรเริ่มจากตัวเราซึ่งเป็นตัวต้นเหตุลองคิดสักนิดก่อนทิ้ง...ขยะคงลดได้อีกเยอะ
ที่มาของข้อมูล
• http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000126808
• http://pr.prd.go.th/surin/ewt_news.php?nid=2122&filename=index
• http://www.ecocarthai.com/
• http://www.manager.co.th/mgrweekly/viewnews.aspx?newsID=9540000067814
• http://www2.udru.ac.th/~sci102/Data/Unit2/Unit2-9.htm

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น