วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557


การปลูกป่า...

ขั้นตอนการปลูกป่า ที่ไม่มีใครจะคำนึงถึงนัก?

        โดยปกติทั่วไปมักจะคิดว่าการปลูกป่าเป็นของง่าย เพราะความเคยชินที่เมื่อผ่านไปที่ไหน ๆ ก็พบป่าขึ้นอยู่ทั่วประเทศ แต่การสร้างป่านั้นต้องมีขั้นตอนเพื่อเป็นการประหยัดเวลา จะขอสรุปภาพประกอบเป็นขั้นตอน เพื่อความเข้าใจที่ดียิ่งขึ้นเกี่ยวกับกิจกรรมที่สำคัญ ๆ ในการปลูกป่า


การเตรียมการก่อนปลูกป่า,การปลูกป่าในเขตป่าอนุรักษ์
        จัดหาพื้นที่ปลูก กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้สำรวจพื้นที่แปลงปลูกป่าพร้อมทั้งจัดทำแผนที่ไว้เรียบร้อยแล้ว ผู้ร่วมโครงการ สามารถติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ประจำแปลงปลูก จัดหาแผนที่ ตัดทางคมนาคมเข้าไปดำเนินงาน (กรณีที่จำเป็น) จัดหาแหล่งคนงานให้เพียงพอ กรณีพื้นที่ห่างไกลจากหมู่บ้าน ต้องจัดสร้างบ้านพักชั่วคราวสำหรับคนงาน มีรถยนต์รับส่งคนงาน จัดสวัสดิการในการอยู่กิน เพราะแหล่งคนงานนับเป็นหัวใจของการดำเนินงานปลูกป่า
        เตรียมชนิดพันธุ์ไม้ที่จะปลูก ปกติจะต้องดำเนินการไปพร้อม ๆ กันกับการจัดหาพื้นที่ โดยเลือกชนิดไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ จัดหาเมล็ดไม้และเตรียมกล้าในบริเวณพื้นที่ปลูก เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งกล้าไม้ ให้ผู้ร่วมโครงการ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชจะจัดเตรียมกล้าไม้ กำหนดชนิดไม้ให้พร้อมขนส่งไปยังแปลงปลูก ผู้ร่วมโครงการ เพียงจัดเตรียมพื้นที่ปลูกและดำเนินการปลูก พร้อมทั้งดูแลรักษาจนครบอายุ ซึ่ง กฟผ. กำหนดการปลูกและบำรุงรักษาแต่ละแปลงเป็นเวลา 5 ปี จึงส่งมอบพื้นที่ปลูกให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชรับไปดูแลรักษาต่อ

การเตรียมพื้นที่ปลูกป่า
         เมื่อทราบแปลงปลูกที่แน่แล้วก็ให้แผ้วถางวัชพืชพวกหญ้าและไม้พุ่มขนาดเล็กเท่าที่จำเป็นต่อการปลูกต้นไม้ พยายามถางพื้นที่ให้ทำงานได้สะดวก โดยไม่ให้การตัดต้นไม้ หรือลูกไม้มีค่าที่ขึ้นอยู่เดิมในพื้นที่ และไม่ให้ทำการจุดไฟเผาวัชพืชโดยเด็ดขาด
        กวาดวัชพืชและไม้พุ่มเล็กไปกองรวมไว้ อาจจะจัดกองเป็นแนวตามยาว หรือกองไว้เป็นกลุ่ม ๆ แล้วปล่อยให้วัชพืชแห้งเป็นปุ๋ยแก่ดินเอง การรวมวัชพืชที่ถางเป็นแนวยาว ๆ เหมาะสำหรับที่ที่มีความลาดชัน เพื่อเป็นวัสดุกันน้ำไหลชะหน้าดินเมื่อมีฝนตก การดำเนินงานขอให้ใช้แรงคน หากพื้นที่กว้างมาก ๆ ต้องทำทางลำลองกว้างประมาณ 6-8 เมตร แบ่งพื้นทีเป็นส่วน ๆ ส่วนละประมาณ 100-200 ไร่ เพื่อใช้เป็นทางขนกล้าไม้เข้าไปปลูก และเป็นแนวป้องกันไฟต่อไปในฤดูแล้ง ทางนี้อาจเพียงใช้คนงานถาง เพื่อให้รถวิ่งเข้าได้ไม่ลำบาก สำหรับขอบแปลงปลูกป่าให้ทำถนนลำลองใช้เป็นทางตรวจการณ์ ขนส่งกล้าไม้ และเป็นแนวป้องกันไฟไปพร้อม ๆ กัน มีขนาดกว้าง 8-10 เมตร การเตรียมพื้นที่ควรดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม - เดือนเมษายน





การกำหนดตำแหน่งปลูก
         โดยปกติจะใช้หลักไม้ไผ่รวกขนาดโตเท่าหัวแม่มือยางประมาณ 1 เมตร ปักหมายตำแหน่งที่จะขุดหลุมปลูกต้นไม้ ซึ่งเหมาะสำหรับที่ลาดเขา จะได้สังเกตเห็นได้ง่ายและเป็นการสะดวกในการบอกตำแหน่งต้นไม้ที่ปลูกไว้ และสะดวกในการตรวจสอบต้นไม้ว่าจะรอดตาย หรือจะต้องปลูกซ่อมใหม่หรือไม่ หลักไม้ไผ่นี้ยังใช้เป็นเสาผูกกล้าไม้ เพื่อไม่ให้ลมพัดโยกไปมาหลังปลูก ป้องกันการกระแทกของราก กล้าไม้จะได้ตั้งตัวได้เร็วขึ้น การปักหมายตำแหน่งปลูกนี้ให้ห่างกันได้ตั้งแต่ 2-4 เมตร ไม่เป็นแถวเป็นแนว กระจายทั่วไปในพื้นที่ไร่ละไม่น้อยกว่า 100 หลัก ถางวัชพืชรอบหลักเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 เมตร สำหรับพื้นที่ราบหากขาดแคลนหลักไม้ไผ่ อาจใช้ปูนขาวหยอดเพื่อให้สังเกตเห็นได้ชัดเวลาปลูกก็ให้ขุดหลุมข้าง ๆ ปูนขาวแทน แต่สำหรับ การปลูกไม้ป่าโดยใช้เหง้า เช่น ไม้สัก ไม้ประดู่ หรือสีเสียดแก่น ต้องใช้หลักไม้ไผ่เพื่อบอกตำแหน่งไว้ให้เด่นชัด เพราะการปลูกด้วยเหง้าจะสังเกตเห็นต้นไม้ได้ยาก
         การกำหนดตำแหน่งปลูก หากมีกลุ่มไม้ใหญ่อยู่ก่อนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องปลูกต้นไม้เพิ่ม เพราะไม้ใหญ่อาจบังแสงหรือเรือนรากอาจแย่งอาหารกล้าไม้ที่ปลูก และกล้าไม้จะตาย ซึ่งลำบากต่อการปลูกซ่อม บริเวณที่เป็นป่าไผ่ให้เปิดแสงพอให้กล้าไม้ได้รับแสง และขจัดการแก่งแย่งทางเรือนรากด้วย การดำเนินการในขั้นนี้ควรให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝนหรือก่อนเดือนพฤษภาคม


การขุดหลุมปลูกต้นไม้
         หลุมที่จะปลูกควรใช้จอบขุดเป็นหลุมสี่เหลี่ยมกว้าง x ยาว ด้านละ 1 หน้าจอบ หรือประมาณ 1 ฟุต ลึกประมาณ 1 ฟุต หลุมที่ขุดติดอยู่กับหลักหมายตำแหน่งปลูก เมื่อขุดหลุมแล้วพยายามให้ดินที่ขุดมากองอยู่บริเวณขอบปากหลุม เพื่อจะใช้กลบเมื่อเวลาปลูกต้นไม้ เมื่อขุดหลุมแล้วต้องแต่งก้นหลุม โดยใช้จอบสับดินก้นหลุมให้แตก แล้วปล่อยทิ้งไว้ในหลุมให้เกิดการร่วนซุย ตากดินไว้ประมาณ 2-3 วัน โดยปกติการขุดหลุมจะทำในต้นฤดูเมื่อฝนตกครั้งแรก จะทำให้ดินยังมีความชื้นอยู่ การขุดก็ง่าย การทำงานบนที่ลาดเขา ผู้ขุดยืนด้านล่าง และขุดจากด้านล่างขึ้นหายอดเขา

ปกติการจัดเตรียมกล้าไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จะใช้ถุงขนาด 4 x 6 นิ้ว หรือ 5 x 5 นิ้ว แล้วแต่ขนาดและชนิดของกล้าไม้ ดังนั้นหากหลุมลึกเกินไปให้ใช้ดินเกลี่ย พร้อมกับหญ้าแห้งหรือฟางข้าว ขุยมะพร้าวพร้อมปุ๋ยคอก หรือสารอมความชื้น โพลิเมอร์ รองไว้ก้นหลุมให้สูงพอประมาณ คะเนให้ส่วนของลำต้นของกล้าไม้พ้นดินเช่นเดียวกับเมื่ออยู่ในถุงกล้า ขั้นตอนการขุดหลุมควรจะเสร็จภายในต้นฤดูฝน หรือเดือนพฤษภาคม กรณีการปลูกด้วยเหง้าไม่ต้องขุดหลุม ใช้ชะแลงเจาะรูดินแทน


การเตรียมกล้าไม้
       หัวใจของการปลูกป่าอยู่ที่การเตรียมกล้าไม้ให้ได้ขนาด และปริมาณพอในการปลูกซ่อม การเตรียมกล้าไม้เพื่อการปลูกป่าจะต้องเตรียมบริเวณใกล้ ๆ กับพื้นที่ปลูกป่า เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและแรงงาน หากจะเตรียมกล้าไม้เองจำเป็นจะต้องสร้างเรือนเพาะชำ และมีพื้นที่โล่งเพื่อทำแปลงเพาะไปพร้อม ๆ กัน ใช้พื้นที่ประมาณ 3-5 ไร่ แล้วแต่ปริมาณกล้าไม้ที่เตรียม โดยปกติที่ 1 ไร่ จะวางกล้าไม้ได้ประมาณ 200,000 กล้า กล้าไม้เมื่อเริ่มชำลงถุงพลาสติกต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด อาจต้องวางไว้ในเรือนเพาะชำชั่วคราวที่สร้างขึ้นในช่วง 2-3 เดือนแรก เมื่อกล้าเริ่มโตอาจย้ายไปวางใต้ร่มไม้บริเวณใกล้เคียงได้ ขั้นตอนในการเตรียมกล้าไม้ขอให้ดูรายละเอียดจากเอกสารเพราะชำกล้าไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช หากจะสร้างแหล่งเพราะชำผลิตกล้าไม้ มีข้อคำนึงที่ควรจะปฏิบัติดังนี้

1. แหล่งเพาะชำต้องเป็นที่ราบ อยู่ใกล้แหล่งน้ำและมีน้ำเพียงพอรดกล้าไม้
2. หากไม่มีแหล่งน้ำธรรมชาติต้องจัดสร้างขึ้นมาใหม่
3. สามารถที่จะหาดินเพื่อใช้ในการเพาะชำกล้าได้ง่าย
4. ใกล้แหล่งแรงงานและสะดวกในการคมนาคม

กล้าไม้ที่นำไปปลูกป่าต้องมีความสูงไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร เพาะในถุงพลาสติกขนาด 4 x 6 นิ้ว หรือ 5 x8 นิ้ว แล้วแต่ชนิดไม้ อย่างไรก็ตามผู้ร่วมโครงการ สามารถรับกล้าไม้ได้จากแหล่งเพาะชำกล้าไม้ ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ทั่วประเทศ และสอบถามรายละเอียดได้จากหน่วยงานในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชได้ทุกแห่ง ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
 ใช้ช้างลากกล้าไม้เพื่อขึ้นไปปลูกบนเขาสูง

การขนส่งกล้าไม้
        หน่วยเพาะชำกล้าไม้ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในท้องที่จะดำเนินการขนส่งกล้าไม้ ไปยังแปลงปลูกป่า การขนส่งกล้าไม้โดยปกติ จะใช้รถบรรทุกจัดเป็นชั้น ๆ โดยใช้ไม้อัดรองเป็นพื้น รถที่เขนต้องมีหลังคาผ้าใบคลุม บรรทุกได้เที่ยวละ 2,000 -10,000 กล้า กล้าไม้บางชนิดที่แข็งแกร่งพออาจจะบรรทุกโดยไม่ใช้ชั้นรอง แต่ใช้วางซ้อนสลับช่องได้เลย ก่อนขนส่งไม่ควรรดน้ำ เพราะจะทำให้น้ำหนักมาก และตุ้มดินที่หุ้มรากจะแตกได้ง่าย เนื่องจากมีความชื้นสูง

        เมื่อขนกล้าไม้ถึงแปลงปลูก ควรวางกล้าไม้ไว้ในร่มและรดน้ำให้ฟื้นตัว ทิ้งไว้ประมาณ 1 สัปดาห์ จึงนำไปปลูกหรือเลือกในช่วงฝนตกจึงนำไปปลูก การขนส่งเข้าไปแปลงปลูกก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการขนมาจากแหล่งเพาะชำ แต่ภาชนะที่ใช้บรรจุกล้าไม้ ควรใช้ลังพลาสติกหรือลังไม้สี่เหลี่ยม ลักษณะเป็นกล่องเปิดด้านบน ใช้กล้าไม้บรรจุในลัง เมื่อถึงแปลงปลูกจะได้ยกไปยังหลุมปลูกทั้งลัง และแยกวางไว้หลุมละ 1 กล้า เพื่อเตรียมลงหลุมปลูกต่อไป

เทคนิคการปลูก
      การปลูกต้นไม้ป่าก็เช่นเดียวกับการปลูกพืชสวนทั่ว ๆ ไป หากได้รับการปฏิบัติดี มีการใช้วัสดุอมความชื้นรองก้นหลุม และมีความชื้นเพียงพอก็จะได้ผลสูง แต่การปลูกไม้ป่าเป็นพื้นที่มาก ๆ นั้น การดูแลเช่นเดียวกับพืชสวนย่อมทำได้ลำบาก หลักการทั่ว ๆ ไปก็คงดำเนินเช่นเดียวกัน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ ฤดูกาลปลูกและช่วงระยะเวลาพอเหมาะกับฝนตก หากพลาดแม้เพียงหนึ่งเดือน ก็จะไม่ได้ผลตามที่คาดการณ์เอาไว้ ดังนั้น ทุกคนต้องคำนึงไว้เสมอว่า ต้องเตรียมการปลูกให้ทันฤดูกาลและปลูกให้ถูกช่วงฝนตกดินอิ่มน้ำ แต่ละท้องที่อาจจะมีฝนตกไม่เหมือนกัน โปรดจำไว้ว่า การปลูกป่าต้องอาศัยน้ำฝน กิจกรรมหลักของการปลูกป่าที่จะต้องถูกบังคับด้วยฤดูการก็มีเพียงสี่กิจกรรมคือ การเตรียมกล้าไม้ การเตรียมพื้นที่ปลูก การปลูก และการดูแลรักษาหลังการปลูก ส่วนกิจกรรมย่อยอื่น ๆ ก็มีส่วนสัมพันธ์ที่มีผลต่อการดำเนินการเช่นกัน แต่สามารถจัดทำล่วงหน้าได้

การปลูกต้นไม้ป่าจะต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพราะเมื่อปลูกแล้วเราจะต้องปล่อยต้นไม้ไว้ให้ธรรมชาติดูแลรักษา ขั้นตอนช่วงนี้จึงสำคัญมากควรจะปฏิบัติดังนี้

- ก่อนปลูกต้นไม้ต้องรดน้ำก่อนเพื่อให้ตุ้มดินหุ้มรากชุ่ม
- ตรวจสอบดูหลุมปลูกไม่ให้ลึกจนเกินไป และก้นหลุมควรรองด้วยสารอมความชื้นพวกโพลิเมอร์ ฟางข้าวหรือขุยมะพร้าว และควรมีปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยอินทรีย์รองก้นหลุม หากเป็นปุ๋ยวิทยาศาสตร์ใช้สูตร 15-15-15 หรือสูตร 15-30-15 โดยใส่กับหลุมประมาณสองช้อนโต๊ะ คลุกเข้ากับดินร่วน
- ใช้มีดหรือของมีคมตัดถุงพลาสติกตามแนวยาว จากปากถุงถึงก้นถุง แล้วค่อย ๆ แกะถุงพลาสติกออก




- ประคองตุ้มดินส่วนที่หุ้มราก ค่อย ๆ วางลงในหลุมปลูก
- วางต้นไม้ลงหลุมปลูกให้ต้นไม้ตั้งตรง และให้รอยต่อระหว่างลำต้นและรากอยู่ในระดับดินเดิมที่ปากหลุม (ดูรูปประกอบ)
- ใช้ดินกลบให้แน่น ไม่ให้ต้นไม้โยกคอน หากกล้าไม้สูงเกินไปให้ใช้หลักไม้ไผ่ที่เป็นหลักหมายแนวปลูกปักข้างกล้าไม้ และใช้เชือกผูกกล้าไม้กับหลักไม้ไผ่เพื่อกันกล้าไม้โยกเมื่อ ถูกลมพัด และเป็นการช่วยให้รากตั้งตัวได้เร็วขึ้น
- ถุงพลาสติกที่แกะออกให้ฝังดินไว้ในหลุมปลูก เพื่อป้องกันมลภาวะในพื้นที่ป่า


สำหรับผู้เข้าร่วมโครงการ ที่ประสงค์จะปลูกไม้สัก ซึ่งใช้เหง้าปลูก หรือไม้อื่น ๆ ซึ่งปลูกโดยระบบเปลือยราก คือไม่มีตุ้มดินหุ้มรากขณะที่ทำการปลูก ไม่ต้องมีการเตรียมหลุมปลูกเช่นที่บรรยายมา การปลูกให้ใช้ชะแลงปักตรง ๆ ลงบนพื้นดิน โยกปลายชะแลงเล็กน้อยเพื่อให้รูด้านบนกว้างขึ้น ให้รูชะแลงลึกประมาณ 6-8 นิ้ว ให้กะความยาวของเหง้าดูด้วย ใช้เหง้าสักหย่อนลงในรูชะแลงให้ส่วนบนของเหง้าโผล่เหนือผิวดินประมาณ 1 นิ้ว โดยให้สังเกตเห็นตา 1 คู่ บนคอรากของเหง้าโผล่เหนือพื้นดินประมาณ 1 เซนติเมตร แล้วใช้เท้าเหยียบดินข้าง ๆ ให้แน่น ไม่ให้มีช่องอากาศระหว่างดินและเหง้า มิฉะนั้นอากาศร้อนที่แทรกอยู่ในช่วงอากาศจะทำให้รากแห้งตายได้ กรณีเป็นเหง้าไม้ชนิดอื่น อาจใช้จอบขุดเพียงหนึ่งหน้าจอบ แล้วหย่อนราก (เหง้า) ไม้ลงไป และอัดดินให้แน่นเช่นเดียวกัน หลักการดายวัชพืชอื่น ๆ คงปฏิบัติเช่นเดียวกับการปลูกด้วยตุ้มดิน (ระบบถุงพลาสติก)การปลูกป่าในบริเวณพื้นที่ภูเขาที่ลาดชันที่มีการพังทลายของดินสูง ให้นำหญ้าแฝกปลูกเสริมในบริเวณพื้นที่พร้อม ๆ กับการปลูกป่า

การบำรุงรักษา
          เมื่อปลูกต้นไม้เสร็จเรียบร้อยแล้ว ควรมีการดายหญ้าและวัชพืชบริเวณปากหลุมให้ห่างออกไปจากหลุมในรัศมี 50 เซนติเมตร ถึง 1 เมตร (แล้วแต่ความสูงของวัชพืชข้างเคียง) เพื่อป้องกันการแก่งแย่งแสงแดดและอาหารทางเรือนราก สำหรับวัชพืชที่ถางไว้เมื่อครั้งเตรียมพื้นที่ปลูก หากเป็นหญ้าที่แห้งตายสนิทแล้วก็ควรเอามาคลุมบริเวณหลุมปลูก เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นเมื่อฝนตก

การป้องกันวัชพืชขึ้นรบกวนต้นไม้ที่ปลูก โดยใช้วัสดุคลุมดินเป็นแผ่นวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 36 ซม. ทำด้วยเยื่อกระดาษที่นำกลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ ตามขบวนการผลิตพิเศษ ขนส่งได้ง่ายไม่กินเนื้อที่ นำมาวางให้กล้าไม้อยู่กลางแผ่น ข้อดีของแผ่นคลุมดินนี้คือช่วยรักษาความชื้นในดินและไม่ทำลายสภาพแวดล้อม เพราะภายในหนึ่งปี แผ่นคลุมดินนี้จะผุผังสลายตัวตามขบวนการธรรมชาติ กลายเป็นปุ๋ยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินอีกด้วย

ปกติการปลูกจะแล้วเสร็จก่อนสิ้นฤดูฝนประมาณหนึ่งเดือน หลังจากการปลูกแล้ว 2-3 เดือน ต้องมีการถางวัชพืชพวกหญ้าให้แก่ต้นไม้ที่ปลูก ครั้งนี้อาจจะถางเพียงป้องกันการแย่งแสง ถางวัชพืชที่คลุมกล้าไม้ออก แต่ต้องถางให้เรียบจนชิดต้นรอบ ๆ ต้นห่างออกไปข้างละ 1 เมตร หญ้าที่ถางให้รวมไว้เป็นกองห้ามเผาปล่อยให้เป็นปุ๋ยบำรุงดินต่อไป

เมื่อถางแล้วหากพบต้นไม้ตายก็ให้ปลูกซ่อมไปพร้อมๆ กันเลย เพราะจะเป็นช่วงที่มีฝนอยู่คือ ประมาณ เดือนสิงหาคม - เดือนตุลาคม หากต้องการเก็บสถิติการรอดตายก็สามารถทำได้ในช่วงนี้

การบำรุงรักษาในปีที่ 2 , 3 , 4 และ 5 โดยปกติจะทำการดายหญ้าปีละอย่างน้อย 2 ครั้งคือ ช่วงกลางฤดูฝนและต้นฤดูแล้งเพื่อป้องกันไฟ และเปิดช่องให้ต้นไม้ได้รับแสงเต็มที่เป็นการเสริมการเจริญเติบโตเมื่อเริ่มฤดูฝนถัดไป และทำการปลูกซ่อมไปพร้อม ๆ กัน

อ้างอิง

            http://www2.egat.co.th/treeforking/afforest.php

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น